Fender American Professional Classic Jazz Bass เสน่ห์เบสคลาสสิกที่ผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างลงตัว

Fender American Professional Classic Jazz Bass รวม 3 สี พร้อมข้อความโปรโมชันผ่อน 0% ในภาพเดียว

     Fender American Professional Classic Jazz Bass เป็นเบสไฟฟ้าที่ให้โทนเสียงคลาสสิกในแบบที่หลายคนคุ้นหู แต่ปรับรายละเอียดให้เล่นง่ายและเหมาะกับการใช้งานจริงในปัจจุบัน จุดเด่นคือเสียงที่แน่น ชัด และปรับคุมโทนเสียงได้กว้าง จึงตอบโจทย์ทั้งการซ้อม การอัดเสียง และการเล่นสด สำหรับมือใหม่ที่อยากได้เบสที่ “เสียบแล้วได้โทนดี” และจับเล่นสบายมือ รุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่น่าพิจารณาอย่างยิ่ง

Fender American Professional Classic Jazz Bass สีทรีโทนซันเบิร์สต์ มุมตรง โชว์บอดี้และคอไม้ชัดเจน

แนวคิดการออกแบบของ Fender American Professional Classic Jazz Bass

     ซีรีส์ American Professional Classic ยึดแนวคิดหลักว่า “คงความคลาสสิกไว้ แต่ทำให้เล่นง่ายขึ้น” ตัวเบสยังคงใช้ทรง Jazz Bass ที่หลายคนคุ้นตา เพราะมีความสมดุลของน้ำหนัก แขวนแล้วไม่ถ่วงไหล่มาก และปรับโทนเสียงได้หลากหลาย จากนั้นจึงปรับรายละเอียดบางจุดให้เหมาะกับการใช้งานในยุคนี้ เช่น รูปทรงคอที่จับถนัดมือขึ้น และชุด Hardware ที่ช่วยให้ตั้งสายได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งคุมความนิ่งของเสียงได้ดีกว่าเดิม


     บอดี้ทำจากไม้ Alder ซึ่งเป็นไม้ที่นิยมใช้กับเบสรุ่นมาตรฐาน เพราะให้โทนเสียงค่อนข้างสมดุล โดยมักให้ “ย่านกลางชัด ย่านต่ำแน่น และย่านสูงไม่จัดเกินไป” จึงเหมาะกับคนที่อยากให้ไลน์เบสได้ยินชัดในเสียงรวมของวง ไม่ว่าจะเล่นเป็นพื้นให้เพลง หรือเล่นไลน์เดินที่ต้องการให้โน้ตชัดเจน

เบสไฟฟ้ามุมด้านหลังสีซันเบิร์สต์ คอเมเปิล เงางาม เห็นทรงบอดี้และเพลทคอชัด

โทนเสียงและระบบอิเล็กทรอนิกส์ของ Fender American Professional Classic Jazz Bass

     หัวใจสำคัญของรุ่นนี้คือ Pickup Coastline™ ’62 Single-Coil Jazz Bass® ที่ออกแบบลักษณะเสียงให้ใกล้เคียง Jazz Bass ยุค 60 เสียงจะมีความลึกและความหนา แต่ยังคงรายละเอียดของโน้ตไว้ได้ดี เหมาะทั้งการเล่นแบบ Fingerstyle การเล่น Slap และการใช้ Pick ข้อดีสำหรับมือใหม่คือ แม้เล่นน้ำหนักมือไม่แรง ก็ยังได้โทนที่มี “เนื้อเสียง” ไม่บางจนกลืนหายไปในเสียงรวมของวง

โคลสอัป Fender American Professional Classic Jazz Bass โชว์ปิ๊กอัพ ปุ่มคุมโทน และบริดจ์โครมระยะใกล้

     ระบบควบคุมใช้งานง่าย มี Volume แยก 2 ตัวสำหรับ Pickup กลางและ Pickup Bridge พร้อม Master Greasebucket™ Tone ซึ่งช่วยลดความแหลมลงอย่างนุ่มนวล โดยไม่ทำให้เสียงทึบเร็วเกินไป กล่าวอย่างเข้าใจง่ายคือ คุณสามารถทำให้เสียง “นุ่มลง” ได้ แต่ยังรักษาความแน่นของเสียงเบสไว้

ฟังเสียงตัวจริง 2:09 นาที


โครงสร้างคอและ Fingerboard ที่ช่วยให้มือใหม่เล่นสบาย

     คอทำจากไม้ Maple ทรง Modern “C” ให้สัมผัสจับถนัดมือ เหมาะกับทั้งผู้ที่มือเล็กและมือขนาดกลาง ส่วน Fingerboard เป็น Rosewood ซึ่งให้สัมผัสค่อนข้างนุ่ม และช่วยให้โทนเสียงออกอุ่นขึ้นเล็กน้อย

โคลสอัปหัวเบสพร้อมลูกบิดสี่ตัว เห็นเส้นสายและไม้คอชัด เหมาะดูงานประกอบ

     จุดที่มือใหม่ควรรู้คือ “Radius 9.5 นิ้ว” ซึ่งหมายถึงระดับความโค้งของ Fingerboard ที่กำลังพอดี จึงช่วยให้การกดโน้ตและการเล่นไลน์รู้สึกเป็นธรรมชาติ ไม่ฝืนมือ นอกจากนี้ยังใช้ Fret ขนาด Medium Jumbo จำนวน 20 เฟรต ทำให้กดได้ง่ายขึ้น ใช้แรงนิ้วน้อยลง และเล่นต่อเนื่องได้นานขึ้น เมื่อเทียบกับบางรุ่นที่ใช้เฟรตขนาดเล็กมาก


ชุด Hardware สไตล์วินเทจกับความมั่นคงในการเล่นจริง

     Bridge แบบ 4-Saddle Vintage-Style พร้อม Steel Saddles ช่วยถ่ายทอดแรงสั่นของสายได้ดี ส่งผลให้เสียงชัดขึ้นและมี Sustain ดีขึ้น ลูกบิดทรง Vintage-Style “Lollipop” ให้ภาพลักษณ์แบบคลาสสิก และช่วยให้ตั้งสายได้ละเอียด เหมาะกับการเล่นสดที่ต้องการให้เสียงนิ่งและคุมได้ง่าย

ด้านหลังหัวเบสโคลสอัป เห็นลูกบิดสี่ตัวและงานไม้คอ เหมาะเช็กฮาร์ดแวร์

     ชิ้นส่วนโลหะเป็น Nickel/Chrome ซึ่งดูแลง่ายและทนต่อการใช้งาน หากเช็ดทำความสะอาดสม่ำเสมอ ก็ช่วยลดการหมองและคราบที่เกิดจากเหงื่อได้ดี


การใช้งานจริงในแนวดนตรีต่าง ๆ

     ด้วยโทนเสียงที่สมดุล เบสรุ่นนี้ใช้ได้หลายแนวเพลง เช่น Jazz, Blues, Funk, Pop, Rock และ Fusion คุณจะได้เสียงที่ชัด ไม่กลบเครื่องดนตรีอื่น และสามารถปรับโทนให้เข้ากับเพลงได้ง่าย


     ในงานสตูดิโอ Pickup ให้รายละเอียดดี ทำให้บันทึกเสียงได้ง่ายและมักปรับ EQ น้อยลง ส่วนงานเล่นสดก็ให้พลังย่านต่ำที่มั่นคง ปรับเสียงได้รวดเร็ว ไม่ต้องหมุนปุ่มมากจนเสียจังหวะ


วัสดุและรายละเอียดที่สะท้อนมาตรฐานการผลิต

     บอดี้เคลือบ Gloss Urethane เพื่อช่วยปกป้องเนื้อไม้และทำให้สีดูสวยคมชัด สีที่มีให้เลือก ได้แก่ 3 Tone Sunburst, Faded Dakota Red และ Faded Firemist Gold ส่วนคอเคลือบ Satin Urethane จึงจับแล้วลื่น ลดอาการเหนียวมือเมื่อเล่นนาน ๆ

Fender American Professional Classic Jazz Bass สีไฟร์มิสต์โกลด์ มุมตรง พร้อมปิ๊กการ์ดลายกระและฮาร์ดแวร์โครม

     นัท (Nut) ทำจาก Synthetic Bone และมีความกว้าง 1.5 นิ้ว (38.1 มม.) ซึ่งเป็นขนาดที่หลายคนคุ้นมือ ขนาดนัทที่พอดีช่วยให้การวางสายเป็นระเบียบ ตั้งสายได้ง่ายขึ้น และส่งผลให้เสียงโดยรวมมีความนิ่ง โดยเฉพาะเวลาเล่นโน้ตเปิดสายหรือเล่นย่านต่ำ

Fender American Professional Classic Jazz Bass สีดาโกตาเรด ฟิงเกอร์บอร์ดเมเปิล มุมตรงพร้อมปิ๊กการ์ดลายกระ

เหมาะกับใคร และทำไมถึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

     เบสรุ่นนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการเครื่องดนตรีที่ใช้งานได้จริงในระยะยาว ไม่จำกัดแนวเพลง และอยากได้โทนเสียงคลาสสิกที่เข้ากับเพลงได้ง่าย เหมาะทั้งผู้ที่กำลังยกระดับ (Upgrade) จากเบสระดับเริ่มต้นหรือระดับกลาง และนักดนตรีที่ต้องการเบสตัวหลักไว้ทำงาน


     อีกจุดที่ช่วยให้คุ้มคือมี Deluxe Gig Bag แถมมาให้ พกพาสะดวกและช่วยกันกระแทก เหมาะกับผู้ที่ต้องเดินทางไปซ้อมหรือไปเล่นงานบ่อย


วิธีปรับโทนด้วย Volume คู่และ Greasebucket Tone ให้เข้ามือ

  • เริ่มจากตั้ง Volume ทั้งสองตัวไว้ราว 70–80% เพื่อให้คุมความดังได้ง่าย แล้วค่อยเพิ่มตามสถานการณ์
  • ถ้าต้องการเสียงย่านกลางเด่นสำหรับเพลง Pop หรือ Rock ให้เพิ่ม Volume ของ Pickup กลางขึ้นเล็กน้อย แล้วลด Volume ของ Pickup Bridge ลงเล็กน้อย
  • ถ้าต้องการเสียงคมและแยกโน้ตชัดสำหรับเดินไลน์หรือ Funk ให้ดัน Volume ของ Pickup Bridge ขึ้น แล้วค่อย ๆ หมุน Greasebucket Tone เพื่อลดปลายแหลมตามที่ชอบ
  • หลักจำง่ายคือ หากเสียงแหลมบาดหู ให้ลด Tone ก่อน เพราะจะช่วยให้นุ่มลงโดยไม่ทำให้ย่านต่ำหายเร็ว
  • เวลาเล่นสด ถ้าเสียงเริ่มแตกหรือจัดเกินไป ให้ลด Tone ก่อน แล้วค่อยลด Volume เพื่อรักษาน้ำหนักย่านต่ำไว้


การเลือกสายและการตั้งค่าเบื้องต้นให้เหมาะกับสเกล 34 นิ้ว

  • ขนาดสาย (Gauge) .045–.105 เป็นขนาดมาตรฐานที่คนใช้กันมาก เพราะให้แรงตึงกำลังพอดี ไม่ตึงจนกดลำบาก และช่วยให้ตั้ง Intonation ได้ง่ายขึ้น ทำให้โน้ตเพี้ยนยากเวลาเล่นตามเฟรต
  • ถ้าเล่นแบบ Fingerstyle เป็นหลักและอยากนุ่มมือขึ้น อาจลดความสูงสาย (Action) ลงเล็กน้อย แต่ต้องไม่ต่ำจนเกิดเสียงจี่
  • ถ้าเล่น Slap บ่อย ให้ตั้งสาย E และ G ให้ตอบสนองไว โดยคุมไม่ให้กระทบเฟรตมากเกินไป
  • หลังเปลี่ยนสายใหม่ ควรตรวจ Intonation ที่เฟรต 12 เพราะมีผลต่อความแม่นของโน้ตเวลาอัดเสียง
  • หากจำเป็นต้องปรับคอ (Truss Rod) ควรปรับทีละนิด แล้วตรวจซ้ำเสมอ เพื่อให้คอยังคงเล่นสบายในระยะยาว


การดูแลพื้นผิวและชิ้นส่วนโลหะให้สวยนาน ใช้งานได้มั่นใจ

  • เช็ดตัวเครื่องหลังเล่นด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์แห้ง เพื่อลดคราบเหงื่อที่ทำให้ผิวเคลือบหมองเร็ว
  • คอเคลือบแบบ Satin ควรหลีกเลี่ยงน้ำยาที่มีความมันสูง เพราะอาจทำให้จับแล้วหนืดขึ้น ใช้ผ้าแห้งหรือผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ก็เพียงพอ
  • เช็ดชิ้นส่วน Nickel/Chrome แบบเบามือ เน้นเช็ดคราบ ไม่ถูแรง เพื่อลดรอยและคงความเงา
  • หากต้องเดินทางบ่อย ใช้ Gig Bag ที่แถมมาให้ช่วยกันกระแทก และหลีกเลี่ยงการทิ้งไว้ในรถที่ร้อนจัด
  • เก็บเครื่องในที่ไม่ชื้นและไม่โดนแดดตรง ๆ เพื่อช่วยรักษาไม้และผิวเคลือบให้คงสภาพ


บทสรุปเชิงความรู้สำหรับมือเบสที่มองหาเบสคุณภาพสูง

     เมื่อมองภาพรวมทั้งวัสดุ โทนเสียง และรายละเอียดการออกแบบ จะเห็นว่ารุ่นนี้เน้นการใช้งานจริงเป็นหลัก จุดเด่นคือเสียงที่แน่น ชัด ปรับได้กว้าง เล่นสบาย และมีมาตรฐานการประกอบที่ไว้ใจได้ หากคุณอยากได้เบสที่เป็นตัวหลักได้ยาว ๆ ทั้งซ้อม อัดเสียง และเล่นสด รุ่นนี้ตอบโจทย์ได้ดี

เบสไฟฟ้าวางนอน โชว์บอดี้สีซันเบิร์สต์ ปิ๊กการ์ดดำ และปุ่มคุมเสียงด้านหน้า

สนใจสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ได้ที่ Lazada และ Shopee ได้เลยที่นี่


🛒สั่งซื้อได้ที่นี่


รีวิวโดย gooddymusic

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น