ฝึก Bending กีต้าร์ให้ตรง Pitch ไม่ใช่เพียงการดันสายให้เสียงสูงขึ้นเท่านั้น แต่ต้องรู้ด้วยว่าเสียงควรสูงขึ้นไปถึงโน้ตใด เพราะแม้จะดันสายได้คล่องแล้ว หากเสียงที่เล่นยังต่ำหรือสูงกว่าโน้ตที่ต้องการ ประโยคโซโล่ก็อาจฟังเพี้ยนได้ สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การฟังและจดจำเสียงเป้าหมายให้แม่นยำ แล้วฝึกควบคุมแรงดันสายให้ได้ระดับเสียงตรงตามที่ตั้งใจ
บทความนี้จะแนะนำวิธีฝึก Bending ตั้งแต่การฟังโน้ตเป้าหมาย การดันสายขึ้นครึ่งเสียง (Half-Step Bend) และหนึ่งเสียงเต็ม (Whole-Step Bend) ไปจนถึงการใช้เครื่องตั้งเสียงแบบ Chromatic Tuner ช่วยตรวจสอบความแม่นยำ พร้อมแบบฝึกวันละ 10 นาทีที่สามารถนำไปฝึกตามและใช้ติดตามพัฒนาการของตนเองได้
ทำไม Bending กีต้าร์แล้วเสียงถึงเพี้ยน แม้จะดันสายได้แล้ว
Bending คือเทคนิคการดันหรือดึงสายกีต้าร์ไปทางด้านข้างของฟิงเกอร์บอร์ด (Fingerboard) ทำให้สายมีความตึงเพิ่มขึ้นและระดับเสียงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่างจากการเปลี่ยนไปกดเฟร็ตอื่น ซึ่งทำให้ได้ระดับเสียงตามตำแหน่งโน้ตที่กด
ปัญหาที่มือกีต้าร์หลายคนพบคือ แม้จะดันสายได้แล้ว แต่เสียงกลับไม่ตรงกับโน้ตที่ตั้งใจเล่น บางครั้งดันสายขึ้นไปไม่ถึง บางครั้งดันสูงเกินไป หรือแม้จะดันถึงโน้ตที่ต้องการแล้ว ก็ยังรักษาระดับเสียงให้นิ่งไม่ได้
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยแบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ ดังนี้
1. Underbend — ดันสายไม่ถึงโน้ตเป้าหมาย
ตัวอย่างเช่น ต้องการดันสายจากโน้ต D ขึ้นไปถึง E แต่เสียงที่ได้กลับอยู่ระหว่าง D# กับ E ทำให้ระดับเสียงยังต่ำกว่าโน้ตเป้าหมาย
แม้เสียงจะต่ำกว่าที่ต้องการเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเล่นร่วมกับคอร์ดหรือเครื่องดนตรีอื่น ความคลาดเคลื่อนนี้อาจทำให้ประโยคโซโล่ฟังไม่กลมกลืนกับเสียงดนตรีโดยรวม
2. Overbend — ดันสายสูงเกินโน้ตเป้าหมาย
เกิดขึ้นเมื่อออกแรงดันสายมากเกินไป หรือไม่สามารถหยุดการเคลื่อนไหวของมือได้ทัน ทำให้ระดับเสียงสูงกว่าโน้ตที่ต้องการ
ตัวอย่างเช่น ตั้งใจดันสายจาก D ขึ้นไปถึง E แต่กลับดันเลย E ขึ้นไปอีกเล็กน้อย เสียงที่ได้จึงสูงเกินเป้าหมาย แม้จะเริ่มเล่นจากตำแหน่งเฟร็ตที่ถูกต้องแล้วก็ตาม
3. Pitch Instability — ดันถึงโน้ตแล้ว แต่เสียงไม่นิ่ง
บางครั้งผู้เล่นสามารถดันสายไปถึงโน้ตเป้าหมายได้ถูกต้อง แต่เมื่อพยายามค้างเสียงไว้ กลับพบว่าเสียงค่อย ๆ สูงขึ้นหรือต่ำลงโดยไม่ได้ตั้งใจ
สาเหตุที่พบได้บ่อยคือมือยังรักษาแรงดันสายได้ไม่สม่ำเสมอ เมื่อแรงที่ใช้เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย ระดับเสียงก็เปลี่ยนตามไปด้วย
4. Release Inaccuracy — ควบคุมเสียงขณะปล่อยสายกลับไม่ได้
เมื่อผ่อนแรงดันสายเพื่อให้เสียงลดกลับมายังโน้ตตั้งต้น บางคนอาจปล่อยสายเร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือควบคุมการลดระดับเสียงได้ไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจ
ปัญหานี้ทำให้เสียงในช่วงปล่อยสายไม่เป็นไปตามทำนองที่ต้องการ แม้ในช่วงดันสายขึ้นจะเล่นได้ตรงโน้ตแล้วก็ตาม
ข้อผิดพลาดทั้งสี่ลักษณะไม่ได้หมายความว่าผู้เล่นมีแรงนิ้วไม่เพียงพอเสมอไป บางคนสามารถออกแรงดันสายได้มากอยู่แล้ว แต่ยังฟังไม่ออกว่าเสียงที่เล่นต่ำหรือสูงกว่าโน้ตเป้าหมาย หรือยังควบคุมมือให้หยุดตรงระดับเสียงที่ต้องการไม่ได้
ดังนั้น แทนที่จะพยายามดันสายให้แรงขึ้นทุกครั้ง ควรเริ่มจากการฝึกฟังโน้ตเป้าหมายให้ชัดเจน แล้วจึงฝึกควบคุมแรงดันสายให้เหมาะสมกับระดับเสียงนั้น
ฝึก Bending กีต้าร์ให้ตรง Pitch ต้องเริ่มจากโน้ตเป้าหมายอย่างไร
ก่อนเริ่มฝึก Bending เราควรรู้ก่อนว่าโน้ตที่กำลังเล่นอยู่ต้องสูงขึ้นไปถึงโน้ตใด ซึ่งระดับเสียงที่ต้องการนี้เรียกว่า Target Pitch หรือระดับเสียงเป้าหมาย
หากยังไม่รู้ว่าเสียงปลายทางควรเป็นอย่างไร เราอาจดันสายตามความเคยชินของนิ้วเพียงอย่างเดียว บางครั้งจึงเล่นได้ตรง แต่บางครั้งกลับเพี้ยนโดยไม่รู้ตัว
วิธีที่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้คือการฟังเสียงของโน้ตเป้าหมายก่อน แล้วจึงฝึกดันสายให้ได้ระดับเสียงตรงกับโน้ตที่ได้ยิน
ฟังโน้ตเป้าหมายก่อนดันสาย
สมมติว่าต้องการดันสายจากโน้ต D ขึ้นไปถึง E
แทนที่จะเริ่มดันสายจาก D ทันที ให้ลองเล่นโน้ต E ด้วยการกดเฟร็ตตามปกติก่อน แล้วตั้งใจฟังเสียงนั้นสักครู่
จากนั้นกลับมาเล่นโน้ต D และค่อย ๆ ดันสายให้เสียงสูงขึ้น โดยพยายามให้เสียงที่ได้ตรงกับโน้ต E ที่เพิ่งฟังไป
ก่อนฝึกดันสาย ควรเล่นและฟังโน้ตเป้าหมายให้คุ้นเคย เพื่อใช้เป็นเสียงอ้างอิงขณะ Bend
วิธีฝึกนี้แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน
- ฟังเสียงอ้างอิง: เล่นโน้ต E ตามปกติ เพื่อให้รู้ว่าเสียงเป้าหมายควรเป็นอย่างไร
- จดจำเสียงเป้าหมาย: ลองนึกเสียง E ในใจ หรือฮัมเสียงนั้นตาม หากอยู่ในช่วงเสียงร้องที่ถนัด
- ดันสายไปหาโน้ตเป้าหมาย: เล่นโน้ต D แล้วค่อย ๆ ดันสายให้เสียงสูงขึ้นจนใกล้เคียง E
- ฟังและเปรียบเทียบ: ตรวจสอบว่าเสียงที่ดันสายได้ยังต่ำกว่า ตรงกับ หรือสูงกว่าโน้ต E
แนวทางนี้สอดคล้องกับ คำแนะนำด้านการฝึก String Bending ของ Berklee Online ที่เน้นให้ผู้เล่นฟังโน้ตเป้าหมายก่อนดันสาย ใช้นิ้วช่วยพยุงแรง และฝึกควบคุมระดับเสียงอย่างช้า ๆ เพื่อให้ดันสายได้แม่นยำขึ้น
การฝึกด้วยวิธีนี้ไม่ได้ช่วยเพียงเรื่องการควบคุมแรงนิ้วเท่านั้น แต่ยังเป็นการฝึก Ear Training หรือการฝึกหูให้แยกความแตกต่างของระดับเสียงได้แม่นยำขึ้นด้วย
เมื่อฝึกอย่างสม่ำเสมอ เราจะค่อย ๆ จดจำเสียงเป้าหมายได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน มือก็จะเริ่มคุ้นเคยกับแรงที่ต้องใช้ในการดันสายให้ได้เสียงนั้น
หากยังไม่มั่นใจว่าโน้ตแต่ละตัวอยู่ตรงไหนบนคอกีต้าร์ ควรทบทวนเรื่อง โน้ตสายกีต้าร์ ก่อน เพื่อให้หาโน้ตตั้งต้นและโน้ตเป้าหมายบนแต่ละสายได้ถูกต้อง แล้วจึงนำความรู้นี้มาใช้ฝึกดันสายให้ตรงระดับเสียงที่ต้องการ
Half-Step Bend กับ Whole-Step Bend ต่างกันอย่างไร
การฝึก Bending ควรเริ่มจากการกำหนดให้ชัดเจนก่อนว่าต้องการดันสายให้เสียงสูงขึ้นเท่าใด โดยรูปแบบพื้นฐานที่ใช้บ่อยมีสองแบบ ได้แก่ Half-Step Bend และ Whole-Step Bend
Half-Step Bend — ดันสายขึ้นครึ่งเสียง
เป็นการดันสายให้ระดับเสียงสูงขึ้น 1 Semitone หรือครึ่งเสียง ซึ่งเทียบได้กับระดับเสียงของโน้ตที่สูงขึ้นหนึ่งเฟร็ตบนสายเดียวกัน
ตัวอย่าง:
- D → Eb
- E → F
- G → Ab
Whole-Step Bend — ดันสายขึ้นหนึ่งเสียงเต็ม
เป็นการดันสายให้ระดับเสียงสูงขึ้น 2 Semitones หรือหนึ่งเสียงเต็ม ซึ่งเทียบได้กับระดับเสียงของโน้ตที่สูงขึ้นสองเฟร็ตบนสายเดียวกัน
ตัวอย่าง:
- D → E
- G → A
- A → B
หากต้องการดูภาพประกอบและตัวอย่างการเปลี่ยนระดับเสียงขณะ Bend สามารถศึกษา เทคนิค Bending กีต้าร์ไฟฟ้าจาก Yamaha ซึ่งอธิบายทั้งการดันสายขึ้นครึ่งเสียง หนึ่งเสียงเต็ม และการปล่อยสายกลับสู่ระดับเสียงเดิม
สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ การเปรียบเทียบกับจำนวนเฟร็ตมีไว้เพื่อบอกว่าเราต้องการให้ระดับเสียงสูงขึ้นเท่าใด ไม่ได้หมายความว่าต้องดันสายให้เคลื่อนที่เป็นระยะทางเท่ากับความกว้างของหนึ่งหรือสองเฟร็ต
ระยะทางที่ต้องดันสายจริงอาจแตกต่างกันไปตามขนาดสาย แรงตึงของสาย และลักษณะของกีต้าร์แต่ละตัว
ดังนั้น เวลาฝึกจึงควรใช้เสียงที่ได้เป็นตัวตัดสินว่าดันสายถึงเป้าหมายแล้วหรือยัง ไม่ใช่ดูเพียงว่าสายเคลื่อนที่ไปมากน้อยแค่ไหน
ฝึก Bending กีต้าร์ให้ตรง Pitch แบบ Half-Step จาก D ไป Eb
เริ่มจากการดันสายขึ้นครึ่งเสียงก่อน เพื่อฝึกควบคุมแรงและทำความคุ้นเคยกับการหยุดดันสายเมื่อได้ระดับเสียงตรงตามที่ต้องการ
ตัวอย่างนี้ใช้กีต้าร์ที่ตั้งสายมาตรฐาน E A D G B E โดยเลือกฝึกบนสายที่ 3 หรือสาย G
ตำแหน่งโน้ตที่ใช้ ได้แก่
- สาย 3 เฟร็ต 7 = D4
- สาย 3 เฟร็ต 8 = Eb4 หรือ D#4
- ระดับเสียงที่ต้องเพิ่ม = ครึ่งเสียง หรือ 1 Semitone
เป้าหมายของแบบฝึกนี้คือการดันสายจาก D4 ให้ได้เสียง Eb4 โดยไม่ต่ำหรือสูงเกินไป
ขั้นตอนฝึก Half-Step Bend
ขั้นที่ 1 — ฟังเสียง Eb4 ให้จำได้ก่อน
กดสาย 3 เฟร็ต 8 แล้วดีดให้เสียงดังชัดเจน ตั้งใจฟังระดับเสียงของ Eb4 และพยายามจดจำเสียงนั้นไว้
ในขั้นนี้ยังไม่ต้องดันสาย เพราะเราต้องการให้หูคุ้นเคยกับเสียงเป้าหมายก่อน
ขั้นที่ 2 — กลับมาเล่นโน้ต D4
กดสาย 3 เฟร็ต 7 แล้วดีดโน้ต D4 เพื่อฟังความแตกต่างระหว่างเสียงเริ่มต้นกับเสียงที่ต้องการดันขึ้นไป
ลองเล่น D4 และ Eb4 สลับกันสองสามครั้ง เพื่อให้จำความแตกต่างของเสียงทั้งสองโน้ตได้ชัดเจนขึ้น
ขั้นที่ 3 — ค่อย ๆ ดันสายให้เสียงสูงขึ้น
ขณะกดสาย 3 เฟร็ต 7 ให้ค่อย ๆ ดันสายไปด้านข้างของคอกีต้าร์ พร้อมกับฟังว่าเสียงกำลังสูงขึ้นเข้าใกล้ Eb4 มากเพียงใด
ในช่วงแรกยังไม่จำเป็นต้องดันสายให้เร็ว เพราะเราต้องการฝึกให้หูและมือทำงานสัมพันธ์กันก่อน
การใช้นิ้วนางร่วมกับนิ้วช่วยพยุงทำให้ควบคุมแรงดันสายได้มั่นคงขึ้น โดยต้องใช้การฟังตรวจสอบว่าระดับเสียงถึงโน้ตเป้าหมายแล้วหรือยัง
ขั้นที่ 4 — ค้างเสียงเมื่อคิดว่าถึง Eb4 แล้ว
เมื่อได้ยินว่าเสียงใกล้เคียง Eb4 ให้หยุดดันสายและพยายามรักษาระดับเสียงนั้นไว้สักครู่ โดยยังไม่ต้องทำ Vibrato
ระหว่างค้างเสียง ให้พยายามรักษาแรงที่ใช้ให้สม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้ระดับเสียงสูงขึ้นหรือต่ำลงโดยไม่ได้ตั้งใจ
ขั้นที่ 5 — เปรียบเทียบกับโน้ตอ้างอิงอีกครั้ง
ค่อย ๆ ปล่อยสายกลับ หยุดเสียง แล้วเล่น Eb4 ที่เฟร็ต 8 ตามปกติอีกครั้ง
ลองฟังว่าเสียง Eb4 ที่กดเฟร็ตตามปกติตรงกับเสียงที่เพิ่งดันสายได้หรือไม่
หากเสียงยังแตกต่างกัน ให้สังเกตว่าตอนดันสาย เราออกแรงน้อยเกินไปจนเสียงไม่ถึง หรือออกแรงมากเกินไปจนเสียงสูงกว่าเป้าหมาย
ขั้นที่ 6 — ทำซ้ำโดยใช้หูเป็นหลัก
เมื่อเริ่มคุ้นเคยแล้ว ให้ฝึกโดยไม่ต้องคอยมองว่าสายเคลื่อนที่ไปมากเพียงใด แต่ใช้การฟังเป็นตัวบอกว่าควรหยุดดันสายเมื่อไร
หากเสียงยังต่ำกว่า Eb4 ให้เพิ่มแรงดันสายอย่างระมัดระวัง แต่ถ้าเสียงสูงเกินไป ให้ผ่อนแรงลงเล็กน้อย แล้วลองใหม่จนสามารถควบคุมได้แม่นยำขึ้น
เป้าหมายของแบบฝึกนี้ไม่ใช่การดันสายให้เร็ว แต่คือการฝึกให้รู้ว่าต้องออกแรงมากน้อยเพียงใด จึงจะได้เสียงตรงกับโน้ตที่ต้องการ
ฝึก Bending กีต้าร์ให้ตรง Pitch แบบ Whole-Step จาก D ไป E
เมื่อเริ่มควบคุมการดันสายขึ้นครึ่งเสียงได้แล้ว ให้เพิ่มช่วงเสียงเป็นหนึ่งเสียงเต็ม หรือ Whole-Step Bend
การดันสายขึ้นหนึ่งเสียงเต็มต้องทำให้ระดับเสียงสูงขึ้นมากกว่าเดิม จึงอาจควบคุมได้ยากขึ้น โดยเฉพาะผู้เล่นที่ยังไม่คุ้นเคยกับแรงต้านของสาย
ตัวอย่างนี้ยังคงใช้สายที่ 3 หรือสาย G เช่นเดิม เพื่อให้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการดันสายทั้งสองแบบได้ง่ายขึ้น
ตำแหน่งโน้ตที่ใช้ ได้แก่
- สาย 3 เฟร็ต 7 = D4
- สาย 3 เฟร็ต 9 = E4
- ระดับเสียงที่ต้องเพิ่ม = หนึ่งเสียงเต็ม หรือ 2 Semitones
เป้าหมายคือการดันสายจาก D4 ให้ได้เสียง E4 โดยพยายามหยุดดันสายให้ตรงกับโน้ตเป้าหมายตั้งแต่ครั้งแรก
ขั้นตอนฝึก Whole-Step Bend
- เล่นโน้ต E4 ที่สาย 3 เฟร็ต 9 แล้วตั้งใจฟังเสียงเป้าหมาย
- กลับไปกดสาย 3 เฟร็ต 7 ซึ่งเป็นโน้ต D4
- ดีดโน้ต D4 แล้วค่อย ๆ ดันสายให้เสียงสูงขึ้นไปหา E4
- เมื่อคิดว่าเสียงถึง E4 แล้ว ให้หยุดดันสายและค้างเสียงไว้สักครู่
- ค่อย ๆ ปล่อยสายกลับ หยุดเสียง แล้วเล่น E4 ที่เฟร็ต 9 เพื่อเปรียบเทียบ
- ทำซ้ำ โดยพยายามให้เสียงที่ดันสายได้ใกล้เคียงกับ E4 ทุกครั้ง
ในช่วงแรกไม่ต้องรีบเพิ่มความเร็ว ให้ฝึกควบคุมแรงจนสามารถหยุดดันสายได้ตรงกับโน้ตเป้าหมายก่อน
เมื่อเริ่มเล่นได้แม่นยำขึ้น จึงค่อยฝึกให้การดันสายรวดเร็วและต่อเนื่องมากขึ้น เพื่อให้สามารถนำไปใช้กับประโยคโซโล่จริงได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เช็คความแม่นยำจากการเล่นซ้ำ
การดันสายได้ตรงเพียงครั้งเดียว ยังไม่ได้หมายความว่าเราสามารถควบคุมระดับเสียงได้อย่างสม่ำเสมอ
ลองฝึก Whole-Step Bend ติดต่อกัน 5 ครั้ง โดยเริ่มจาก D4 และพยายามดันสายให้ได้เสียง E4 ทุกครั้ง
ระหว่างฝึกให้สังเกตว่า
- ครั้งไหนเสียงยังต่ำกว่า E4
- ครั้งไหนดันสายสูงเกิน E4
- ครั้งไหนได้เสียงตรงและสามารถค้างเสียงให้นิ่งได้
- ครั้งไหนต้องขยับสายขึ้นลงหลายครั้งกว่าจะได้เสียงที่ต้องการ
หากแต่ละครั้งได้ระดับเสียงแตกต่างกันมาก แสดงว่าเรายังต้องฝึกควบคุมแรงให้สม่ำเสมอขึ้น
ให้ลองลดความเร็วในการดันสาย แล้วกลับไปฟังเสียง E4 ที่ใช้เป็นโน้ตอ้างอิงก่อนเริ่มฝึกครั้งต่อไป
เมื่อเริ่มดันสายได้ตรงบ่อยขึ้น จึงค่อยฝึกให้มือเคลื่อนไหวเร็วขึ้น โดยยังคงรักษาความแม่นยำของระดับเสียงไว้
เช็ค Bending ด้วย Chromatic Tuner อย่างไรให้ได้ผลจริง
Chromatic Tuner คือเครื่องตั้งเสียงที่สามารถตรวจจับระดับเสียงและแสดงชื่อโน้ตที่กำลังเล่นได้ จึงเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้เรารู้ว่าเสียงจากการดันสายยังต่ำกว่า ตรงกับ หรือสูงกว่าโน้ตเป้าหมาย
สำหรับการฝึก Bending ควรใช้ Tuner ที่สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของระดับเสียงได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตรวจสอบเสียงขณะดันสายและค้างเสียงได้สะดวก
ตั้งค่าและเตรียมเสียงก่อนใช้ Tuner
ก่อนเริ่มฝึก ควรเช็คว่ากีต้าร์ตั้งสายตรงตามระบบการจูนที่ใช้ และโน้ตที่กดเฟร็ตตามปกติมีระดับเสียงถูกต้อง
หากโน้ตที่กดเฟร็ตตามปกติยังเพี้ยนจากปัญหา Intonation หรือการตั้งกีต้าร์ ควรตรวจแก้ก่อนใช้เป็นเสียงอ้างอิง เพราะถ้าโน้ตที่ใช้เป็นตัวอย่างยังเพี้ยนอยู่ เราก็อาจฝึกดันสายไปหาเสียงที่ผิดโดยไม่รู้ตัว
หากใช้กีต้าร์ไฟฟ้า ควรเริ่มจากเสียง Clean หรือเสียงกีต้าร์ที่ไม่ได้ผ่านเอฟเฟคมากนัก และลดการใช้เอฟเฟคที่อาจรบกวนการตรวจระดับเสียง เช่น Distortion ที่มากเกินไป หรือเอฟเฟคที่เปลี่ยนระดับเสียงอย่าง Pitch Shifter
หากใช้แอป Tuner ผ่านไมโครโฟน ควรฝึกในบริเวณที่มีเสียงรบกวนน้อย เพื่อให้แอปตรวจจับเสียงกีต้าร์ได้ชัดเจนขึ้น
วิธีอ่านผลระหว่างการ Bend
สมมติว่ากำลังฝึกดันสายจาก D4 ไป E4
เมื่อเริ่มดันสาย ระดับเสียงจะค่อย ๆ สูงขึ้นจาก D4 ไปทาง E4 โดย Tuner จะแสดงการเปลี่ยนแปลงตามความสามารถของอุปกรณ์
เมื่อดันสายจนคิดว่าถึงเป้าหมายแล้ว ให้ดูว่า Tuner แสดงโน้ต E หรือไม่ และระดับเสียงที่ตรวจพบคลาดเคลื่อนจากโน้ต E มากน้อยเพียงใด
ผลที่พบแบ่งได้เป็น 3 กรณี
Underbend — เสียงยังต่ำกว่าเป้าหมาย
หากต้องการ E4 แต่ดันสายได้ไม่ถึง Tuner อาจแสดงเป็น D# หรือแสดง E พร้อมค่าที่บอกว่าเสียงยังต่ำกว่าระดับที่ถูกต้อง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเสียงที่เล่นได้จริงและวิธีแสดงผลของเครื่อง
Correct Bend — เสียงตรงกับเป้าหมาย
Tuner แสดงโน้ต E และบอกว่าระดับเสียงอยู่ใกล้เคียงกับค่าที่ถูกต้อง โดยไม่มีการแกว่งของเสียงมากนักขณะค้างสาย
Overbend — เสียงสูงกว่าเป้าหมาย
หากดันสายสูงเกิน E4 เครื่องอาจยังแสดงชื่อโน้ต E แต่มีค่าที่บอกว่าเสียงสูงเกินไป หรืออาจเปลี่ยนไปแสดงโน้ตที่อยู่ใกล้ระดับเสียงนั้นมากกว่า
Chromatic Tuner ช่วยตรวจสอบระดับเสียงขณะ Bend โดยควรฟังโน้ตเป้าหมายก่อน แล้วใช้เครื่องตั้งเสียงเช็คผลอีกครั้ง
Tuner บางรุ่นแสดงค่าความคลาดเคลื่อนเป็น Cents ซึ่งเป็นหน่วยที่ใช้วัดความแตกต่างของระดับเสียงอย่างละเอียด
ในระบบ Equal Temperament หรือระบบแบ่งช่วงเสียงหนึ่งคู่แปดออกเป็น 12 ครึ่งเสียงเท่า ๆ กัน ระยะห่างหนึ่งครึ่งเสียงเท่ากับ 100 Cents
อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องคาดหวังว่าค่าบนหน้าจอจะนิ่งทันทีที่ดีดสาย เพราะในช่วงเริ่มต้นของเสียง หรือ Attack เครื่องอาจแสดงค่าที่แกว่งไปมาชั่วคราวได้
ควรรอให้เสียงเข้าสู่ช่วง Sustain ซึ่งเป็นช่วงที่เสียงยังดังต่อเนื่องหลังจากดีดสาย แล้วจึงตรวจดูว่าระดับเสียงตรงกับเป้าหมายหรือไม่
หากค่าบนหน้าจอแกว่งผิดปกติ ควรเช็คเสียงรบกวนและการตั้งค่า Tuner ก่อนสรุปว่าตัวเองดันสายเพี้ยน
ฝึกฟังก่อนดูหน้าจอ Tuner
ข้อผิดพลาดที่พบได้คือการจ้องหน้าจอ Tuner ตลอดเวลาที่ดันสาย จนกลายเป็นการใช้สายตาตัดสินว่าควรหยุดดันสายเมื่อไร แทนที่จะใช้หูฟังเสียงด้วยตัวเอง
วิธีที่เหมาะสมกว่าคือ
- เล่นและฟังโน้ตเป้าหมายก่อน
- ดันสายโดยใช้หูตัดสินว่าเสียงใกล้เคียงกับโน้ตเป้าหมายแล้วหรือยัง
- เมื่อคิดว่าได้เสียงตรงแล้ว ให้ค้างสายไว้ที่ตำแหน่งนั้น
- จากนั้นจึงดู Tuner เพื่อตรวจสอบความแม่นยำ
- เปรียบเทียบสิ่งที่ตัวเองได้ยินกับค่าที่ Tuner แสดง แล้วนำผลไปปรับการฝึกครั้งต่อไป
เมื่อฝึกด้วยวิธีนี้อย่างสม่ำเสมอ เราจะเริ่มฟังออกได้ชัดเจนขึ้นว่าเสียงที่เล่นสูงหรือต่ำกว่าเป้าหมาย ขณะเดียวกัน มือก็จะคุ้นเคยกับแรงที่ต้องใช้มากขึ้น
ดังนั้น Tuner ควรเป็นเครื่องมือช่วยตรวจสอบผลการฝึก ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ต้องคอยมองทุกครั้งขณะเล่นดนตรีจริง
ใช้นิ้วและข้อมืออย่างไรให้ Bend ได้แม่นยำ
นอกจากการฝึกฟังเสียงแล้ว วิธีใช้นิ้วและข้อมือก็มีผลต่อความแม่นยำในการ Bend เพราะหากจับคอกีต้าร์ไม่ถนัดหรือออกแรงไม่เหมาะสม ก็อาจทำให้ควบคุมสายได้ยาก แม้จะรู้แล้วว่าเสียงเป้าหมายควรเป็นอย่างไร
ใช้นิ้วช่วยพยุงเพื่อกระจายแรงดันสาย
หากใช้นิ้วนางเป็นนิ้วหลักในการ Bend สามารถใช้นิ้วกลางและนิ้วชี้ช่วยพยุงสายด้านหลังได้ตามความถนัด
ตัวอย่างเช่น เมื่อใช้นิ้วนางกดเฟร็ต 7 อาจวางนิ้วกลางและนิ้วชี้บนเฟร็ตที่ต่ำกว่า เพื่อช่วยออกแรงดันสายไปพร้อมกัน
วิธีนี้ช่วยให้นิ้วนางไม่ต้องรับแรงทั้งหมดเพียงนิ้วเดียว และทำให้การดันสายมีความมั่นคงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องวางนิ้วเหมือนกันทุกตำแหน่ง เพราะขนาดมือ ความยาวนิ้ว และตำแหน่งสายที่เล่นแตกต่างกัน
สิ่งสำคัญคือเลือกวิธีวางนิ้วที่ช่วยให้ออกแรงได้สะดวก ควบคุมสายได้ดี และไม่ทำให้ข้อต่อต้องอยู่ในท่าที่ฝืนธรรมชาติ
ใช้การหมุนข้อมือช่วยดันสาย แทนการออกแรงปลายนิ้วอย่างเดียว
การ Bend ด้วยการพยายามดันสายโดยใช้แรงจากปลายนิ้วเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เมื่อยเร็วและควบคุมแรงได้ยาก
ผู้เล่นจำนวนมากจึงใช้การหมุนมือและข้อมือเข้ามาช่วย โดยให้นิ้วรักษาตำแหน่งที่กดสายไว้ ขณะที่การหมุนข้อมือช่วยพาสายเคลื่อนที่ไปด้านข้าง
หัวแม่มืออาจใช้เป็นจุดพยุงบริเวณขอบคอกีต้าร์ได้ในบางตำแหน่ง แต่ไม่จำเป็นต้องวางหัวแม่มือแบบเดียวกันทุกครั้ง เพราะขึ้นอยู่กับขนาดคอ รูปมือ และตำแหน่งที่กำลังเล่น
การวางนิ้วช่วยพยุงสายและใช้ข้อมืออย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ควบคุมแรงขณะ Bend ได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องเกร็งปลายนิ้วมากเกินไป
ระหว่างฝึกให้สังเกตว่า
- สามารถขยับข้อมือได้อย่างเป็นธรรมชาติหรือไม่
- ดันสายแล้วหยุดตรงระดับเสียงที่ต้องการได้หรือไม่
- ต้องเกร็งนิ้วหรือข้อมือมากเกินไปหรือเปล่า
- เมื่อปล่อยสายกลับ สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้หรือไม่
หากรู้สึกปวดนิ้วหรือข้อมือผิดปกติ ควรหยุดฝืน พัก และตรวจท่าทางก่อนกลับไปฝึกอีกครั้ง
ควบคุมสายข้างเคียงไม่ให้เกิดเสียงรบกวน
ขณะดันสาย สายที่กำลังเล่นอาจไปสัมผัสสายข้างเคียง และเมื่อปล่อยสายกลับก็อาจทำให้เกิดเสียงอื่นที่ไม่ได้ตั้งใจ
การใช้เทคนิค Muting หรือการหยุดเสียงจากสายที่ไม่ต้องการ จึงช่วยให้เสียง Bending ชัดเจนและสะอาดขึ้น
เราสามารถใช้ทั้งมือที่กดสายและมือที่ดีดสายช่วยหยุดเสียงรบกวนได้ตามความเหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มแรงกดหรือเกร็งมือมากเกินไป
เมื่อไม่มีเสียงจากสายอื่นมารบกวน ก็จะฟังได้ง่ายขึ้นว่าโน้ตที่กำลัง Bend อยู่ตรงกับเสียงเป้าหมายหรือไม่
ดันสายถึงโน้ตแล้ว แต่คุมเสียงไม่นิ่ง ต้องแก้อย่างไร
บางครั้งเราอาจดันสายจนได้โน้ตที่ต้องการแล้ว แต่เมื่อพยายามค้างเสียงไว้ กลับพบว่าเสียงค่อย ๆ ต่ำลงหรือสูงขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ
ปัญหานี้อาจเกิดจากการรักษาแรงดันสายได้ไม่สม่ำเสมอ หรือมือยังขยับต่อหลังจากเสียงถึงเป้าหมายแล้ว
วิธีแก้คือแยกการฝึกออกเป็นสามช่วง ได้แก่ การดันสายให้ถึงโน้ต การค้างเสียงให้นิ่ง และการปล่อยสายกลับอย่างควบคุม
ฝึกค้างเสียงโดยยังไม่ทำ Vibrato
เริ่มจากดันสายขึ้นหนึ่งเสียงเต็มจนถึงโน้ตเป้าหมาย แล้วพยายามค้างเสียงไว้ประมาณหนึ่งวินาที หรือเท่าที่ทำได้โดยไม่ฝืนมือ
ระหว่างนั้นให้พยายามรักษาตำแหน่งของสายไว้ โดยไม่ขยับมือเพิ่มเติมหากไม่จำเป็น
หากเสียงค่อย ๆ ต่ำลง อาจเป็นเพราะแรงดันสายลดลง
แต่หากเสียงยังสูงขึ้นต่อ แสดงว่าอาจยังดันสายเลยตำแหน่งที่ต้องการ
ให้ฝึกจนสามารถค้างเสียงไว้ใกล้เคียงกับโน้ตเป้าหมายได้อย่างสม่ำเสมอ ก่อนเพิ่มเทคนิคอื่นเข้ามา
ฝึก Release ให้เสียงกลับอย่างควบคุม
เมื่อสามารถค้างเสียงได้แล้ว ให้ฝึกผ่อนแรงดันสายอย่างช้า ๆ เพื่อให้เสียงลดกลับมายังโน้ตตั้งต้น
ตัวอย่าง:
D4 → Bend ถึง E4 → ค้าง E4 → Release กลับ D4
ระหว่างปล่อยสาย ให้ฟังว่าเสียงค่อย ๆ ลดระดับลงอย่างต่อเนื่องหรือไม่ และเมื่อสายกลับสู่ตำแหน่งเดิมแล้ว เสียง D4 ยังตรงเหมือนก่อน Bend หรือเปล่า
ควรแยกปัญหาออกเป็นสองกรณี
กรณีแรก — ควบคุมการปล่อยสายได้ไม่ดี
ผู้เล่นอาจผ่อนแรงเร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือไม่สามารถควบคุมเสียงระหว่างปล่อยสายได้ตามที่ต้องการ ทำให้เสียงที่ได้ไม่ตรงกับทำนองที่ตั้งใจเล่น
กรณีที่สอง — สายกลับมาแล้ว แต่กีต้าร์มีเสียงเพี้ยนจากเดิม
หากปล่อยสายกลับสู่ตำแหน่งปกติแล้ว แต่เสียงของสายไม่ตรงกับระดับเสียงก่อน Bend ปัญหาอาจเกี่ยวข้องกับความฝืดบริเวณ Nut หรือการทำงานของระบบบริดจ์
ปัญหาทั้งสองกรณีมีสาเหตุแตกต่างกัน จึงไม่ควรสรุปว่าอาการเสียงเพี้ยนหลังปล่อยสายเกิดจากเทคนิคการ Bend เพียงอย่างเดียว
ทำ Vibrato หลังจากควบคุมโน้ตเป้าหมายได้แล้ว
Vibrato คือเทคนิคการทำให้ระดับเสียงแกว่งขึ้นลงเล็กน้อยอย่างมีจังหวะ เพื่อเพิ่มอารมณ์และคาแรคเตอร์ให้กับเสียงที่เล่น
แต่หากยังดันสายไปไม่ถึงโน้ตเป้าหมาย ก็ไม่ควรรีบทำ Vibrato เพื่อกลบเสียงที่ยังเพี้ยนอยู่
วิธีฝึกที่เหมาะสมคือดันสายให้ถึงโน้ตที่ต้องการก่อน ค้างเสียงให้มั่นคง แล้วจึงค่อยเพิ่ม Vibrato ตามลักษณะเสียงที่ต้องการ
หากยังค้างเสียงให้นิ่งไม่ได้ ควรฝึกควบคุมระดับเสียงให้แม่นยำก่อน เพราะจะช่วยให้การทำ Vibrato หลัง Bend ฟังเป็นธรรมชาติมากขึ้น
แบบฝึก Bending วันละ 10 นาที เพื่อเพิ่มความแม่นยำของ Pitch
การฝึก Bending ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานในแต่ละครั้ง แต่ควรมีเป้าหมายชัดเจน และรู้ว่ากำลังฝึกเพื่อแก้ปัญหาส่วนใดอยู่
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นแบบฝึก 10 นาทีสำหรับมือกีต้าร์ที่ต้องการพัฒนาความแม่นยำในการดันสายขึ้นครึ่งเสียงและหนึ่งเสียงเต็ม โดยสามารถปรับเวลาและพักตามความพร้อมของมือได้
นาทีที่ 1–2 — ตั้งสายและฟังเสียงอ้างอิง
เริ่มจากเช็คการตั้งสายกีต้าร์ให้ตรงก่อน
จากนั้นเล่นโน้ตบนสาย 3 ตามตำแหน่งต่อไปนี้
- D4 — เฟร็ต 7
- Eb4 — เฟร็ต 8
- E4 — เฟร็ต 9
ฟังเสียงทั้งสามโน้ตและสังเกตความแตกต่างระหว่างเสียงที่ห่างกันครึ่งเสียงกับหนึ่งเสียงเต็ม
หากทำได้ ให้ลองฮัมเสียง Eb4 และ E4 ตาม เพื่อช่วยจดจำระดับเสียงก่อนเริ่ม Bend
นาทีที่ 3–5 — ฝึก Half-Step Bend
เริ่มจากสาย 3 เฟร็ต 7 แล้วดันสายจาก D4 ขึ้นไปถึง Eb4
ฝึกตามลำดับดังนี้
- เล่น Eb4 ที่เฟร็ต 8 เพื่อฟังเสียงเป้าหมาย
- กลับมาเล่น D4 ที่เฟร็ต 7
- ดันสายจาก D4 ขึ้นไปหา Eb4
- ค้างเสียงไว้สั้น ๆ เมื่อคิดว่าถึงเป้าหมายแล้ว
- ปล่อยสาย หยุดเสียง แล้วเล่น Eb4 ตามปกติเพื่อเปรียบเทียบ
ลองทำซ้ำประมาณ 5 ครั้ง โดยพยายามให้ทุกครั้งได้ระดับเสียงใกล้เคียงกัน
หากเริ่มเมื่อยหรือเกร็งมือ ให้พักสั้น ๆ ก่อนฝึกต่อ ไม่จำเป็นต้องฝืนให้ครบจำนวนครั้ง
นาทีที่ 6–8 — ฝึก Whole-Step Bend
เปลี่ยนเป้าหมายจาก D4 ไป E4
เริ่มจากฟัง E4 ที่เฟร็ต 9 แล้วกลับมาดันสายจาก D4 ที่เฟร็ต 7
ระหว่างฝึก พยายามใช้หูตัดสินว่าเสียงขึ้นถึง E4 แล้วหรือยัง ก่อนตรวจสอบด้วย Tuner
ลองค้างเสียงไว้สั้น ๆ เพื่อเช็คว่าเสียงนิ่งหรือมีการแกว่งขึ้นลง
หากดันสายแล้วเสียงต่ำกว่าเป้าหมายบ่อย ๆ ให้ลองสังเกตว่าตัวเองหยุดออกแรงเร็วเกินไปหรือไม่
แต่หากเสียงสูงเกินอยู่เสมอ ให้ฝึกหยุดการเคลื่อนไหวของมือให้เร็วขึ้นเล็กน้อย แล้วใช้เสียงที่ได้เป็นตัวช่วยปรับแรงในการเล่นครั้งต่อไป
นาทีที่ 9–10 — ทดสอบโดยไม่ดู Tuner ก่อน
ในช่วงสุดท้าย ให้เลือกฝึก Half-Step Bend หรือ Whole-Step Bend อย่างใดอย่างหนึ่ง
เริ่มจากฟังเสียงเป้าหมาย แล้วลองดันสายโดยไม่ดูหน้าจอ Tuner
เมื่อคิดว่าได้เสียงตรงแล้ว จึงใช้ Tuner ตรวจสอบผล
ให้บันทึกการเล่นแต่ละครั้งด้วยคำสั้น ๆ ดังนี้
- UNDER: เสียงยังต่ำกว่าโน้ตเป้าหมาย
- CORRECT: เสียงใกล้เคียงกับโน้ตเป้าหมายตามเกณฑ์ที่ใช้ตรวจ
- OVER: เสียงสูงกว่าโน้ตเป้าหมาย
ตัวอย่างผลการฝึก Whole-Step Bend จำนวน 5 ครั้ง
- ครั้งที่ 1 — UNDER
- ครั้งที่ 2 — UNDER
- ครั้งที่ 3 — CORRECT
- ครั้งที่ 4 — OVER
- ครั้งที่ 5 — CORRECT
การฝึกดันสายร่วมกับการใช้ Tuner และจดบันทึกผล ช่วยให้สังเกตข้อผิดพลาดที่เกิดซ้ำและติดตามพัฒนาการได้ชัดเจนขึ้น
ผลที่บันทึกไว้ช่วยให้เห็นว่าเรามักพลาดในลักษณะใด เช่น ดันสายไม่ถึงบ่อยกว่าดันเกิน หรือยังใช้แรงไม่สม่ำเสมอ
เมื่อรู้ว่าพลาดตรงไหน ก็สามารถแก้ไขได้ตรงจุดมากกว่าการฝึกดันสายซ้ำไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าควรปรับอะไร
เช็คพัฒนาการจากความสม่ำเสมอ ไม่ใช่ความแม่นเพียงครั้งเดียว
เมื่อฝึกต่อเนื่อง ให้ลองเปรียบเทียบผลในสภาพใกล้เคียงกัน เช่น ใช้กีต้าร์ตัวเดิม สายเดิม เฟร็ตเดิม และโน้ตเป้าหมายเดิม
สังเกตว่าจำนวนครั้งที่ดันสายได้ตรงเพิ่มขึ้นหรือไม่ และต้องขยับสายเพื่อแก้ระดับเสียงหลังจาก Bend ครั้งแรกน้อยลงหรือเปล่า
หากเริ่มดันสายได้ใกล้เคียงโน้ตเป้าหมายตั้งแต่ครั้งแรกบ่อยขึ้น และสามารถค้างเสียงได้มั่นคงโดยไม่ต้องคอยดู Tuner ตลอดเวลา แสดงว่าการควบคุมเริ่มดีขึ้น
การจดบันทึกยังช่วยให้เห็นว่าปัญหาหลักของเราเป็นการดันสายไม่ถึง ดันสูงเกินไป หรือค้างเสียงให้นิ่งไม่ได้ จึงสามารถนำผลไปปรับการฝึกในวันต่อไปได้อย่างเหมาะสม
ทำไมกีต้าร์บางตัว Bend ยากกว่าตัวอื่น
แม้จะใช้วิธีเล่นเหมือนกัน แต่กีต้าร์แต่ละตัวอาจให้ความรู้สึกขณะ Bend แตกต่างกัน เพราะแรงต้านของสายและการตอบสนองต่อแรงดันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
ปัจจัยสำคัญมีดังนี้
String Gauge หรือขนาดสายกีต้าร์
เมื่อองค์ประกอบอื่นใกล้เคียงกัน สายที่มีขนาดใหญ่กว่ามักให้ความรู้สึกต้านมือมากกว่า ขณะที่สายขนาดเล็กอาจทำให้ดันสายได้สะดวกขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนไปใช้สายเบอร์เล็กไม่ได้ทำให้ดันสายตรง Pitch โดยอัตโนมัติ เพราะยังต้องฝึกการฟังและการควบคุมแรงอยู่ดี
Scale Length หรือความยาวช่วงสาย
เมื่อใช้สายชนิดเดียวกันและตั้งเสียงเดียวกัน กีต้าร์ที่มี Scale Length ยาวกว่าโดยทั่วไปจะมีแรงตึงของสายมากกว่า จึงอาจให้ความรู้สึกขณะดันสายแตกต่างจากกีต้าร์ที่มี Scale Length สั้นกว่า
รูปแบบการจูนสาย
การตั้งสายให้เสียงต่ำลงจากมาตรฐานอาจทำให้แรงตึงของสายลดลง ส่งผลให้ความรู้สึกขณะ Bend เปลี่ยนไป
เมื่อเปลี่ยนการจูน ผู้เล่นจึงอาจต้องปรับแรงที่ใช้ให้เหมาะกับความตึงของสายที่เปลี่ยนไป
สภาพการตั้งกีต้าร์
แอคชั่น (Action) หรือความสูงของสายเหนือเฟร็ต สภาพเฟร็ต รัศมีความโค้งของฟิงเกอร์บอร์ด และลักษณะของบริดจ์ ล้วนมีผลต่อความรู้สึกขณะเล่นและความสะดวกในการดันสาย
นอกจากนี้ กีต้าร์ที่ใช้บริดจ์แบบ Tremolo บางประเภทอาจให้ความรู้สึกแตกต่างจากบริดจ์แบบ Fixed Bridge เพราะบริดจ์สามารถขยับตามแรงดึงของสายระหว่าง Bend ได้
ความเสถียรของการตั้งสาย
หากดันสายแล้วปล่อยกลับ แต่เสียงของสายไม่ตรงเหมือนก่อนเล่น อาจต้องเช็คความฝืดบริเวณ Nut การติดขัดของสาย หรือการทำงานของระบบบริดจ์
อาการนี้แตกต่างจากการดันสายไม่ถึงโน้ตเป้าหมาย เพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการกลับสู่ระดับเสียงเดิมหลังจากเล่น
หากรู้สึกว่าต้องออกแรงมากเกินไปขณะ Bend อาจลองศึกษาเรื่อง เลือกเบอร์สายกีต้าร์ให้เหมาะกับแรงต้าน เพื่อทำความเข้าใจว่าขนาดสาย ความยาวช่วงสาย และรูปแบบการจูนส่งผลต่อความรู้สึกขณะเล่นอย่างไร ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนสายที่ใช้อยู่
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรรีบเปลี่ยนสายหรือปรับกีต้าร์ทุกครั้งที่ Bend เพี้ยน เพราะหากสาเหตุจริงมาจากการฟังเสียงเป้าหมายยังไม่แม่น หรือการควบคุมมือยังไม่สม่ำเสมอ การเปลี่ยนอุปกรณ์ก็อาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหานั้นโดยตรง
สรุป: ฝึก Bending กีต้าร์ให้ตรง Pitch โดยยึดเสียงเป้าหมาย
การดันสายให้ได้เสียงตรงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราดันสายได้สูงหรือใช้แรงได้มากแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับการรู้ว่าเสียงที่ต้องการคือโน้ตอะไร แล้วควบคุมสายให้ได้ระดับเสียงนั้นอย่างแม่นยำและสม่ำเสมอ
วิธีฝึกที่สำคัญคือฟังโน้ตเป้าหมายก่อน จากนั้นฝึกดันสายขึ้นครึ่งเสียงและหนึ่งเสียงเต็มทีละขั้น โดยใช้หูเป็นตัวนำ และใช้ Chromatic Tuner ช่วยตรวจสอบว่าเสียงที่เล่นได้ตรงกับเป้าหมายมากน้อยเพียงใด
เมื่อสามารถดันสายได้ตรงแล้ว จึงค่อยฝึกค้างเสียงให้นิ่ง ควบคุมการปล่อยสายกลับ และเพิ่ม Vibrato เพื่อให้เสียงมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น พร้อมบันทึกผลการฝึกเพื่อสังเกตข้อผิดพลาดที่เกิดซ้ำ
สิ่งที่ทำให้ Bending ฟังไพเราะในการเล่นโซโล่ไม่ใช่เพียงการเคลื่อนไหวของนิ้ว แต่เป็นความสามารถในการเล่นเสียงที่ตั้งใจไว้ให้ตรงทั้งระดับเสียงและจังหวะ เมื่อหูและมือทำงานสัมพันธ์กันได้ดีขึ้น การดันสายก็จะมีความแม่นยำ และช่วยถ่ายทอดอารมณ์ของประโยคดนตรีได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น