เคยสังเกตไหมว่า เวลาพูดหรือร้องเพลง เรามักรู้สึกว่าเสียงของตัวเองทุ้ม นุ่ม และฟังเป็นธรรมชาติ แต่พอเปิดคลิปที่อัดไว้กลับได้ยินเสียงแหลมขึ้น บางลง หรือฟังแปลกจนแทบไม่เชื่อว่าเป็นเสียงของตัวเอง ความรู้สึกว่า เสียงตัวเองในคลิปไม่เหมือนตอนพูด เป็นเรื่องที่หลายคนเคยพบ ไม่ว่าจะอัดเสียงด้วยโทรศัพท์ ถ่ายคลิปพูดหน้ากล้อง หรือบันทึกเสียงขณะร้องเพลง
สาเหตุไม่ได้หมายความว่าไมโครโฟนบันทึกเสียงผิดเสมอไป แต่เกี่ยวข้องกับวิธีที่เราได้ยินเสียงของตัวเอง ขณะพูดหรือร้องเพลง เราได้ยินเสียงที่เดินทางผ่านอากาศเข้าสู่หู ร่วมกับการสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านเนื้อเยื่อและกระดูกกะโหลกศีรษะ ส่วนเสียงในคลิปเป็นเสียงที่ไมโครโฟนรับจากอากาศและบันทึกไว้ เมื่อเปิดฟังจึงอาจรู้สึกว่าเสียงแตกต่างจากที่คุ้นเคย
เสียงตัวเองในคลิปไม่เหมือนตอนพูด เกิดจากอะไร
สาเหตุสำคัญคือ เสียงที่เราได้ยินขณะพูดไม่ได้เหมือนกับเสียงที่คนอื่นได้ยินทุกประการ เพราะนอกจากเสียงที่เดินทางผ่านอากาศแล้ว การสั่นสะเทือนภายในร่างกายยังมีส่วนทำให้เราได้ยินเสียงของตัวเองด้วย
ลองนึกถึงเวลาที่เราพูดคำว่า "สวัสดี" ตามปกติ เราจะได้ยินเสียงตัวเองทันที และอาจรู้สึกว่าเสียงมีความทุ้ม หนา หรือกังวานอยู่ภายในศีรษะ
แต่เมื่อใช้โทรศัพท์อัดเสียงคำเดียวกันแล้วเปิดฟัง เราอาจสังเกตเห็นความแตกต่างหลายอย่าง เช่น
- เสียงฟังแหลมกว่าที่คุ้นเคย
- เสียงทุ้มหรือความหนาของเสียงลดลง
- ได้ยินเสียงลมหายใจและเสียงพยัญชนะชัดขึ้น
- ลักษณะเสียงพูดแตกต่างจากที่เคยได้ยิน
- บางครั้งรู้สึกว่าเสียงร้องในคลิปไม่ไพเราะเท่าตอนกำลังร้อง
ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเสียงของเราเปลี่ยนไปหลังจากอัดคลิป แต่เกิดจากการได้ยินเสียงขณะพูดกับการฟังเสียงที่บันทึกไว้มีลักษณะต่างกัน
ประเด็นสำคัญคือ ขณะพูด เราไม่ได้ยินเสียงตัวเองจากอากาศเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับเสียงจากการสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านเนื้อเยื่อและกระดูกภายในศีรษะด้วย
เมื่อเปิดคลิปฟัง เราไม่ได้เปล่งเสียงออกมาเอง จึงไม่มีการสั่นสะเทือนจากการพูดหรือร้องเพลงของตัวเองเกิดขึ้นภายในร่างกายเหมือนตอนที่กำลังใช้เสียง
นอกจากนี้ ไมโครโฟน สภาพห้อง และอุปกรณ์ที่ใช้เปิดฟังยังมีผลต่อลักษณะของเสียงที่บันทึกไว้ จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เสียงในคลิปแตกต่างจากเสียงที่เราได้ยินตามปกติ
เราได้ยินเสียงตัวเองผ่านอากาศและการสั่นสะเทือนของกะโหลกศีรษะอย่างไร
เมื่อเราพูดหรือร้องเพลง เส้นเสียงภายในกล่องเสียงจะสั่นจนเกิดเสียง จากนั้นช่องคอ ช่องปาก และโพรงจมูกจะมีส่วนกำหนดลักษณะของเสียง ก่อนที่เสียงจะออกจากปากและเดินทางผ่านอากาศไปยังผู้ฟัง
ขณะเดียวกัน การเปล่งเสียงยังทำให้เกิดการสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านเนื้อเยื่อและกระดูกภายในศีรษะ การสั่นสะเทือนเหล่านี้มีส่วนทำให้เราได้ยินเสียงของตัวเองด้วย
ดังนั้น ขณะพูดหรือร้องเพลง เราจึงได้ยินเสียงตัวเองจากสองทางสำคัญที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่ เสียงที่เดินทางผ่านอากาศเข้าสู่หู และเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนซึ่งส่งผ่านเนื้อเยื่อและกระดูกกะโหลกศีรษะไปกระตุ้นระบบการได้ยิน
การได้ยินเสียงผ่านอากาศ (Air Conduction)
Air Conduction หมายถึง การได้ยินเสียงที่เดินทางผ่านอากาศเข้าสู่หู ซึ่งเป็นวิธีที่เราใช้ฟังเสียงต่าง ๆ รอบตัวในชีวิตประจำวัน
เมื่อเราพูด เสียงจะออกจากปากและกระจายไปในอากาศรอบตัว โดยเสียงบางส่วนจะเดินทางเข้าสู่หูของเราเองด้วย
เมื่อเสียงเข้าสู่ช่องหู จะทำให้แก้วหูสั่น จากนั้นกระดูกเล็ก ๆ ภายในหูชั้นกลางจะส่งต่อการสั่นสะเทือนไปยังหูชั้นใน ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนการสั่นสะเทือนเป็นสัญญาณประสาทส่งไปยังสมอง ทำให้เราได้ยินเสียงนั้น
กระบวนการได้ยินนี้มีรายละเอียดตั้งแต่เสียงเข้าสู่ช่องหูไปจนถึงสมองรับรู้เสียง ผู้ที่ต้องการเข้าใจการทำงานของหูแต่ละส่วนสามารถศึกษาเพิ่มเติมจาก คำอธิบายเรื่องการได้ยินของ NIDCD ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านการได้ยินของสหรัฐอเมริกา
ตัวอย่างเสียงที่เราได้ยินผ่านอากาศ ได้แก่
- เสียงพูดของคนอื่น
- เสียงนักร้องจากลำโพง
- เสียงกีต้าร์หรือเปียโน
- เสียงพูดของตัวเองที่เปิดจากคลิปวิดีโอ
เมื่อเราอัดเสียงด้วยโทรศัพท์ ไมโครโฟนจะรับการเปลี่ยนแปลงของความดันอากาศที่เกิดจากเสียง แล้วแปลงเป็นสัญญาณเพื่อบันทึกไว้
นั่นหมายความว่า ไมโครโฟนรับเสียงที่เดินทางผ่านอากาศมาถึงตำแหน่งของมัน ไม่ได้รับการสั่นสะเทือนภายในร่างกายของผู้พูดในลักษณะเดียวกับที่ผู้พูดได้รับขณะเปล่งเสียง
การนำเสียงผ่านกระดูก (Bone Conduction) คืออะไร
Bone Conduction หรือ การนำเสียงผ่านกระดูก เป็นกระบวนการที่การสั่นสะเทือนส่งผ่านโครงสร้างของร่างกาย รวมถึงกระดูกกะโหลกศีรษะ จนสามารถกระตุ้นระบบการได้ยินในหูชั้นในได้
สำหรับเสียงพูดของเราเอง การสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นระหว่างเปล่งเสียงสามารถส่งผ่านได้ทั้งเนื้อเยื่อและกระดูก ไม่ได้เดินทางผ่านกระดูกเพียงอย่างเดียว
การใช้ปลายนิ้วแตะลำคอขณะฮัมเสียง ช่วยให้สังเกตการสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นระหว่างเปล่งเสียงได้
เราสามารถลองสังเกตการสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นขณะใช้เสียงได้ด้วยวิธีง่าย ๆ
ลองฮัมเสียง "อืม..." เบา ๆ พร้อมกับใช้ปลายนิ้วแตะบริเวณลำคอหรือใต้คาง
ขณะฮัมเสียง เราอาจรู้สึกถึงการสั่นสะเทือนบริเวณที่ปลายนิ้วสัมผัสอยู่
สิ่งที่สัมผัสได้นี้ช่วยให้เข้าใจว่า ขณะเปล่งเสียงไม่ได้มีเพียงเสียงที่ออกไปในอากาศเท่านั้น แต่ยังเกิดการสั่นสะเทือนภายในร่างกายด้วย
อย่างไรก็ตาม การใช้มือสัมผัสลำคอเป็นเพียงวิธีสังเกตการสั่นสะเทือน ไม่สามารถใช้วัดได้ว่าหูของเราได้รับเสียงจากการนำเสียงผ่านกระดูกมากน้อยเพียงใด
การนำเสียงผ่านกระดูกเป็นส่วนหนึ่งของการได้ยินเสียงตัวเองตามธรรมชาติ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เสียงที่เราได้ยินขณะพูดแตกต่างจากเสียงที่เปิดฟังจากเครื่องบันทึก
งานวิจัยด้านการรับรู้เสียงตัวเอง พบว่า การนำเสียงผ่านกระดูกมีส่วนช่วยให้เราแยกเสียงของตัวเองออกจากเสียงของผู้อื่นได้ดีขึ้น ผลการศึกษานี้ช่วยอธิบายว่า เหตุใดเสียงที่ได้ยินขณะพูดจึงไม่เหมือนกับเสียงของตัวเองที่เปิดฟังจากเครื่องบันทึก
ทำไมเสียงตัวเองที่ได้ยินขณะพูดจึงต่างจากเสียงในคลิป
ขณะพูดหรือร้องเพลง เราได้ยินเสียงที่เดินทางผ่านอากาศร่วมกับเสียงจากการสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านเนื้อเยื่อและกระดูก ทำให้เสียงที่ได้ยินอาจมีความทุ้ม ความหนา และรายละเอียดบางอย่างแตกต่างจากเสียงที่บันทึกไว้
หลายคนรู้สึกว่าเสียงของตัวเองขณะพูดทุ้มและเต็มกว่าตอนเปิดคลิปฟัง เพราะการสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านเนื้อเยื่อและกระดูกมีส่วนทำให้เราได้ยินเสียงในลักษณะที่แตกต่างจากการฟังเสียงผ่านอากาศเพียงอย่างเดียว
แต่เมื่อเปิดเสียงบันทึก เราจะไม่ได้ยินเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนภายในร่างกายขณะเปล่งเสียงของตัวเองเหมือนตอนที่กำลังพูด จึงอาจรู้สึกว่าเสียงบางลงหรือแหลมขึ้น
อย่างไรก็ตาม มีเรื่องสำคัญที่ควรแยกให้ออก นั่นคือ เสียงที่ฟังแหลมขึ้น ไม่ได้หมายความว่าระดับเสียงสูงขึ้นจริงเสมอไป
ในทางดนตรี ระดับเสียงสูง–ต่ำ หรือ Pitch เป็นคนละเรื่องกับลักษณะเนื้อเสียง หรือ Timbre ซึ่งหมายถึงลักษณะเฉพาะที่ทำให้เราแยกเสียงต่าง ๆ ออกจากกันได้ แม้เสียงเหล่านั้นจะมีระดับโน้ตเท่ากันก็ตาม
ตัวอย่างเช่น หากเราร้องโน้ตลา (A4) แล้วบันทึกเสียงไว้อย่างถูกต้อง เมื่อเปิดฟังโดยไม่มีการปรับระดับเสียง โน้ตที่ได้ยินก็ยังคงเป็น A4 แม้จะรู้สึกว่าเสียงบางหรือแหลมกว่าตอนร้อง
ดังนั้น การที่เสียงในคลิปฟังแหลมกว่าที่คุ้นเคย จึงไม่ได้หมายความว่าเราร้องโน้ตสูงขึ้นหรือร้องผิดเสมอไป
อีกปัจจัยหนึ่งคือความคุ้นเคย เพราะเราได้ยินเสียงตัวเองขณะพูดและร้องเพลงมาตลอดชีวิต เมื่อเปิดคลิปแล้วได้ยินเสียงที่ต่างไปจากเดิม เราจึงอาจรู้สึกว่าเสียงนั้นแปลกหรือไม่คุ้นหู ทั้งที่คนอื่นอาจรู้สึกว่าเป็นเสียงปกติของเรา
เสียงตัวเองในคลิปไม่เหมือนตอนพูด เพราะไมโครโฟนและสภาพห้องมีผลด้วยหรือไม่
นอกจากวิธีที่เราได้ยินเสียงตัวเองแล้ว อุปกรณ์และสถานที่บันทึกเสียงก็มีผลต่อเสียงในคลิปเช่นกัน
แม้เราจะพูดประโยคเดียวกันด้วยน้ำเสียงใกล้เคียงกัน แต่ถ้าเปลี่ยนโทรศัพท์ เปลี่ยนตำแหน่งไมโครโฟน หรือเปลี่ยนห้องที่ใช้อัดเสียง เสียงที่ได้ก็อาจแตกต่างกัน
ระยะห่างของไมโครโฟนมีผลต่อเสียงที่บันทึกอย่างไร
ไมโครโฟนแต่ละชนิดรับเสียงได้แตกต่างกัน และระยะห่างจากปากก็มีผลต่อรายละเอียดของเสียงที่บันทึกได้ด้วย
หากวางโทรศัพท์ใกล้ปากมาก เสียงพูดอาจชัดขึ้น แต่เสียงลมหายใจหรือเสียงพยัญชนะบางตัวก็อาจเด่นขึ้นเช่นกัน ส่วนความทุ้มของเสียงอาจเปลี่ยนไปตามลักษณะของไมโครโฟนที่ใช้
ในทางกลับกัน หากวางโทรศัพท์ห่างออกไป ไมโครโฟนอาจรับเสียงสะท้อนจากห้องและเสียงรบกวนรอบตัวได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับเสียงพูดโดยตรง
ลองเปรียบเทียบสถานการณ์ต่อไปนี้
- อัดใกล้ปาก: เสียงพูดอาจชัดขึ้น แต่ได้ยินเสียงลมหายใจมากขึ้นด้วย
- อัดห่างจากปาก: เสียงสะท้อนและเสียงรอบข้างอาจเด่นขึ้น
- อัดในห้องที่เสียงก้อง: คำพูดบางช่วงอาจฟังไม่ชัด เพราะมีเสียงสะท้อนปะปนเข้ามา
นอกจากนี้ ไมโครโฟนแต่ละรุ่นยังรับเสียงทุ้มและเสียงแหลมได้ไม่เหมือนกัน จึงทำให้เสียงที่บันทึกมีลักษณะแตกต่างกันได้ แม้จะเป็นเสียงพูดของคนคนเดียวกัน
หากต้องการเข้าใจว่าไมโครโฟน การตั้ง Gain และอุปกรณ์ฟังเสียงส่งผลต่อเสียงที่บันทึกไว้อย่างไร สามารถอ่านเรื่อง การจัด Signal Chain สำหรับฝึกดนตรีที่บ้าน เพิ่มเติมได้ ซึ่งจะช่วยให้แยกปัญหาจากอุปกรณ์ออกจากปัญหาที่เกิดจากการเล่นหรือร้องเพลงได้ชัดเจนขึ้น
เสียงสะท้อนภายในห้องทำให้เสียงในคลิปเปลี่ยนไปอย่างไร
ห้องที่มีผนังแข็ง พื้นกระเบื้อง หรือพื้นผิวที่สะท้อนเสียงมาก อาจทำให้ไมโครโฟนรับทั้งเสียงที่ออกจากปากโดยตรงและเสียงที่สะท้อนกลับมาจากผนัง
ส่วนห้องที่มีผ้าม่าน โซฟา หรือวัสดุที่ช่วยดูดซับเสียง อาจมีเสียงสะท้อนน้อยกว่า ทำให้เสียงพูดในคลิปฟังชัดขึ้น
ห้องที่มีพื้นผิวแข็งกับห้องที่มีผ้าม่านและพรม อาจให้ลักษณะเสียงสะท้อนแตกต่างกันขณะบันทึกเสียง
หลักการเดียวกันนี้ช่วยอธิบายว่า เหตุใดหลายคนจึงรู้สึกว่าร้องเพลงในห้องน้ำแล้วเสียงไพเราะขึ้น เพราะเสียงที่สะท้อนจากผนังและพื้นผิวภายในห้องมีส่วนทำให้เสียงร้องที่ได้ยินแตกต่างจากการร้องในห้องทั่วไป
อย่างไรก็ตาม เสียงสะท้อนภายในห้องกับการนำเสียงผ่านกระดูกเป็นคนละเรื่องกัน
เสียงสะท้อนเกิดจากเสียงที่เดินทางไปกระทบพื้นผิวต่าง ๆ แล้วสะท้อนกลับมา ส่วนการนำเสียงผ่านกระดูกเกี่ยวข้องกับการสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านโครงสร้างภายในร่างกายไปกระตุ้นระบบการได้ยิน
โทรศัพท์และแอปพลิเคชันอาจปรับแต่งเสียงโดยอัตโนมัติ
โทรศัพท์และแอปพลิเคชันบางประเภทมีระบบช่วยปรับแต่งเสียงที่บันทึก เช่น
- ลดเสียงรบกวนรอบข้าง (Noise Reduction)
- ปรับระดับความดังโดยอัตโนมัติ
- ปรับความทุ้มและความแหลมของเสียง
- ลดความแตกต่างระหว่างช่วงที่พูดดังกับพูดเบา
- ช่วยให้เสียงพูดฟังชัดเจนขึ้น
ระบบเหล่านี้อาจช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจคำพูดได้ง่ายขึ้น แต่บางครั้งก็ทำให้รายละเอียดของเสียงเปลี่ยนไปจากเดิม
ตัวอย่างเช่น หากใช้แอปพลิเคชันสองตัวอัดเสียงพูดประโยคเดียวกัน แล้วพบว่าเสียงในแต่ละคลิปไม่เหมือนกัน ความแตกต่างนั้นอาจเกิดจากระบบปรับแต่งเสียงของแอปพลิเคชัน ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการพูดของเราเพียงอย่างเดียว
หูฟังและลำโพงทำให้เสียงที่ได้ยินแตกต่างกันได้
ไฟล์เสียงเดียวกันอาจฟังไม่เหมือนกันเมื่อเปิดผ่านลำโพงโทรศัพท์ หูฟัง หรือชุดลำโพงคอมพิวเตอร์
ตัวอย่างเช่น ลำโพงโทรศัพท์ขนาดเล็กบางรุ่นอาจถ่ายทอดเสียงทุ้มได้จำกัด ทำให้เสียงพูดฟังบางกว่าตอนเปิดผ่านหูฟังที่ถ่ายทอดเสียงทุ้มได้ชัดกว่า
ดังนั้น หากต้องการฟังเสียงบันทึกเพื่อประเมินเสียงพูดหรือเสียงร้องของตัวเอง ไม่ควรตัดสินจากการฟังผ่านอุปกรณ์เพียงเครื่องเดียว เพราะอุปกรณ์แต่ละชนิดอาจทำให้เราได้ยินรายละเอียดของเสียงแตกต่างกัน
เสียงที่คนอื่นได้ยินเหมือนเสียงตัวเองในคลิปหรือไม่
โดยทั่วไป คนอื่นได้ยินเสียงพูดของเราผ่านอากาศเป็นหลัก เช่นเดียวกับการที่ไมโครโฟนรับเสียงจากปากของเรา
ด้วยเหตุนี้ หากบันทึกเสียงด้วยอุปกรณ์ที่เหมาะสม เสียงในคลิปจึงอาจใกล้เคียงกับเสียงที่คนอื่นได้ยินมากกว่าเสียงที่เราได้ยินขณะพูดเอง
แต่ไม่ได้หมายความว่าเสียงในคลิปจะตรงกับเสียงที่ทุกคนได้ยินทุกประการ
เพราะเสียงที่ไปถึงหูของผู้ฟังยังขึ้นอยู่กับระยะห่าง ทิศทางของผู้พูด และสภาพแวดล้อม เช่น ในห้องที่มีเสียงสะท้อนมาก คนที่ยืนอยู่ไกลอาจได้ยินเสียงแตกต่างจากคนที่ยืนอยู่ใกล้
ส่วนเสียงในคลิปยังผ่านไมโครโฟน ระบบบันทึก และอุปกรณ์ที่ใช้เปิดฟัง ซึ่งแต่ละส่วนอาจทำให้รายละเอียดของเสียงเปลี่ยนไปได้
ดังนั้น เสียงบันทึกจึงช่วยให้เราเข้าใจได้มากขึ้นว่าคนอื่นอาจได้ยินเสียงของเราอย่างไร แต่ไม่ใช่เสียงที่ตรงกับสิ่งที่ผู้ฟังทุกคนได้ยินอย่างสมบูรณ์
อีกเรื่องที่ควรเข้าใจคือ การที่เรารู้สึกว่าเสียงตัวเองในคลิปไม่เพราะ ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะรู้สึกเช่นเดียวกัน
เราได้ยินเสียงตัวเองขณะพูดมาเป็นเวลานานจนคุ้นเคย เมื่อเปิดคลิปแล้วได้ยินเสียงที่ต่างออกไป เราจึงอาจรู้สึกไม่ชอบหรือไม่คุ้นหู ทั้งที่สำหรับคนอื่น เสียงแบบนั้นอาจเป็นเสียงที่พวกเขาได้ยินจากเราอยู่เป็นประจำ
เสียงตัวเองในคลิปไม่เหมือนตอนพูด จะทดลองหาสาเหตุได้อย่างไร
เราสามารถทดลองด้วยโทรศัพท์เพียงเครื่องเดียว โดยไม่จำเป็นต้องมีไมโครโฟนราคาแพงหรือโปรแกรมบันทึกเสียงระดับสตูดิโอ
การทดลองนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำให้เสียงในคลิปเหมือนเสียงที่เราได้ยินขณะพูดทุกอย่าง แต่ช่วยให้สังเกตได้ว่าเสียงที่บันทึกเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อปรับตำแหน่งไมโครโฟนหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้ฟัง
ขั้นที่ 1 พูดประโยคเดิมแล้วสังเกตเสียงของตัวเอง
เลือกประโยคสั้น ๆ เช่น
"วันนี้ฉันกำลังทดลองฟังเสียงของตัวเอง"
พูดด้วยความดังและความเร็วตามปกติ แล้วตั้งใจฟังว่าเสียงที่ได้ยินขณะพูดมีลักษณะอย่างไร
ลองสังเกตว่าเสียงของตัวเองฟังทุ้มมากน้อยเพียงใด มีความชัดเจนแค่ไหน และรู้สึกว่าเสียงมีความหนาหรือบางอย่างไร โดยไม่ต้องพยายามเปลี่ยนน้ำเสียงให้แตกต่างจากปกติ
ขั้นที่ 2 อัดเสียงโดยวางโทรศัพท์ไว้ในตำแหน่งเดิม
เลือกห้องที่ค่อนข้างเงียบ แล้ววางโทรศัพท์ให้ไมโครโฟนอยู่ห่างจากปากประมาณ 20–30 เซนติเมตร เพื่อใช้เป็นระยะเริ่มต้นในการทดลอง
พูดประโยคเดิมด้วยน้ำเสียงใกล้เคียงกับครั้งแรก จากนั้นเปิดไฟล์ที่อัดไว้ฟัง
ลองสังเกตว่าเสียงในคลิปแตกต่างจากเสียงที่จำได้ขณะพูดอย่างไร
หากรู้สึกว่าเสียงบางหรือแหลมกว่าตอนพูด แต่คำพูดยังชัดเจนและไม่มีเสียงแตก ให้สังเกตความแตกต่างนั้นไว้ก่อน
เพราะสิ่งที่ได้ยินอาจเกี่ยวข้องกับวิธีที่เรารับรู้เสียงตัวเอง หรืออาจเกิดจากลักษณะการรับเสียงของไมโครโฟนก็ได้
การอัดเสียงเพียงครั้งเดียวยังไม่เพียงพอที่จะบอกได้แน่นอนว่าความแตกต่างทั้งหมดเกิดจากสาเหตุใด จึงควรทดลองเปลี่ยนทีละอย่างเพื่อเปรียบเทียบผลที่ได้
ขั้นที่ 3 เปลี่ยนระยะไมโครโฟนแล้วเปรียบเทียบเสียง
ลองอัดประโยคเดิมอีกครั้ง โดยขยับโทรศัพท์ให้ห่างจากปากมากขึ้น แต่พยายามรักษาระดับเสียงพูดและสภาพห้องให้ใกล้เคียงกับครั้งแรก
การเปลี่ยนระยะโทรศัพท์ขณะอัดเสียงช่วยให้เปรียบเทียบความแตกต่างของเสียงที่บันทึกได้
เมื่อเปิดไฟล์ทั้งสองเปรียบเทียบกัน ควรปรับระดับความดังขณะฟังให้ใกล้เคียงกันก่อน เพราะการขยับโทรศัพท์ออกห่างอาจทำให้เสียงที่บันทึกได้เบาลง
การฟังด้วยระดับความดังใกล้เคียงกันจะช่วยให้เปรียบเทียบลักษณะของเสียงได้ชัดเจนขึ้น โดยไม่ให้ความแตกต่างของความดังมารบกวนการฟังมากเกินไป
จากนั้นลองสังเกตความแตกต่างในเรื่องต่อไปนี้
- คำพูดชัดเจนขึ้นหรือฟังไม่ชัดเท่าเดิม
- เสียงทุ้มมีน้ำหนักแตกต่างกันหรือไม่
- ได้ยินเสียงลมหายใจมากขึ้นหรือน้อยลง
- เสียงสะท้อนของห้องชัดขึ้นหรือไม่
- มีเสียงรบกวนจากรอบข้างเพิ่มขึ้นหรือเปล่า
หากเสียงในไฟล์เปลี่ยนไปเมื่อขยับโทรศัพท์ แสดงว่าระยะห่างของไมโครโฟนมีผลต่อเสียงที่บันทึกได้
อย่างไรก็ตาม การทดลองนี้ไม่ได้บอกว่าเสียงจากระยะใดตรงกับเสียงที่คนอื่นได้ยินมากที่สุด แต่ช่วยให้เข้าใจว่าตำแหน่งไมโครโฟนสามารถเปลี่ยนลักษณะของเสียงในคลิปได้จริง
ขั้นที่ 4 ฟังไฟล์เดียวกันผ่านหูฟังและลำโพง
นำไฟล์ที่อัดไว้มาเปิดผ่านลำโพงโทรศัพท์ก่อน จากนั้นลองฟังไฟล์เดิมผ่านหูฟังที่ใช้งานตามปกติ
พยายามปรับความดังของอุปกรณ์ทั้งสองให้ใกล้เคียงกัน แล้วสังเกตความแตกต่างของเสียง
หากเสียงจากหูฟังฟังดูเต็มหรือชัดกว่าลำโพงโทรศัพท์ แสดงว่าอุปกรณ์ที่ใช้ฟังมีส่วนทำให้เราได้ยินลักษณะของเสียงแตกต่างกัน
เนื่องจากเป็นไฟล์เดียวกัน ความแตกต่างที่ได้ยินในขั้นตอนนี้จึงไม่ได้เกิดจากการพูดหรือร้องใหม่ แต่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์และสภาพแวดล้อมขณะฟัง
ขั้นที่ 5 ฮัมเสียงแล้วสังเกตการสั่นสะเทือน
ลองฮัมเสียง "อืม..." เบา ๆ ในระดับที่สบาย โดยวางปลายนิ้วแตะบริเวณลำคอหรือใต้คาง
ขณะฮัมเสียง ให้สังเกตว่ารู้สึกถึงการสั่นสะเทือนบริเวณที่สัมผัสหรือไม่
จากนั้นลองอัดเสียงฮัมไว้ แล้วหยุดฮัมก่อนเปิดไฟล์กลับมาฟัง
การทดลองนี้ช่วยให้เห็นว่า ขณะเปล่งเสียงมีการสั่นสะเทือนเกิดขึ้นภายในร่างกายร่วมด้วย แต่เมื่อเปิดเสียงจากลำโพง เราไม่ได้มีการสั่นสะเทือนจากการเปล่งเสียงของตัวเองแบบเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม การสั่นสะเทือนที่สัมผัสได้จากปลายนิ้วไม่ใช่การวัดปริมาณการนำเสียงผ่านกระดูกโดยตรง แต่เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้เข้าใจว่า การเปล่งเสียงไม่ได้เกี่ยวข้องกับเสียงที่เดินทางผ่านอากาศเพียงอย่างเดียว
ผลการทดลองอาจแตกต่างกันในแต่ละคน เพราะลักษณะเสียง อุปกรณ์ และการได้ยินของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ถ้าเสียงร้องเพลงในคลิปต่างจากตอนร้อง ควรตรวจสอบอะไรบ้าง
สำหรับคนที่ชอบร้องเพลง ความแตกต่างระหว่างเสียงขณะร้องกับเสียงที่อัดไว้อาจทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณภาพเสียงร้องของตัวเองได้
บางคนรู้สึกว่าตอนร้องเสียงเต็มและไพเราะ แต่เมื่อเปิดคลิปกลับได้ยินเสียงบางลง เสียงลมหายใจชัดขึ้น หรือบางช่วงฟังดูไม่มั่นคง
สิ่งสำคัญคือ ต้องแยกให้ออกระหว่าง ลักษณะของเสียงร้อง กับ ความแม่นยำของโน้ตที่ร้อง
เสียงร้องฟังบางหรือแหลม ไม่ได้หมายความว่าร้องผิดโน้ต
ถ้าเสียงร้องในคลิปฟังบางกว่าตอนร้อง อาจเกี่ยวข้องกับวิธีที่เราได้ยินเสียงตัวเอง ตำแหน่งไมโครโฟน หรืออุปกรณ์ที่ใช้เปิดฟัง
แต่ถ้าเสียงร้องสูงหรือต่ำกว่าโน้ตที่ต้องการจริง ๆ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับความแม่นยำในการร้องให้ตรงระดับเสียง หรือ Pitch Accuracy
ทั้งสองเรื่องนี้ควรตรวจสอบแยกกัน เพราะเสียงที่ฟังบางลงไม่ได้หมายความว่าเราร้องโน้ตผิดเสมอไป
ตัวอย่างเช่น หากเราร้องโน้ตซอล (G4) ค้างไว้แล้วอัดเสียง เมื่อเปิดฟังแล้วพบว่าเสียงยังอยู่ที่ G4 แต่ลักษณะของเสียงฟังบางกว่าตอนร้อง ก็ไม่ควรสรุปว่าร้องผิดโน้ตเพียงเพราะเนื้อเสียงเปลี่ยนไป
หากต้องการตรวจสอบว่าร้องตรงโน้ตหรือไม่ อาจใช้เปียโน กีต้าร์ หรือโปรแกรมตรวจระดับเสียงเป็นตัวช่วย แล้วเปรียบเทียบกับเสียงที่อัดไว้
วิธีนี้ช่วยให้แยกได้ชัดขึ้นว่า เราร้องไม่ตรงโน้ตจริง ๆ หรือเพียงรู้สึกว่าเสียงที่ได้ยินมีลักษณะแตกต่างจากตอนร้อง
การฟังเสียงย้อนหลังช่วยให้สังเกตข้อผิดพลาดในการร้องได้ง่ายขึ้น
ขณะร้องเพลง เราต้องควบคุมหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งลมหายใจ คำร้อง ระดับเสียง จังหวะ และการถ่ายทอดอารมณ์ จึงอาจไม่มีเวลาสังเกตทุกรายละเอียดของเสียงตัวเอง
แต่เมื่ออัดเสียงแล้วเปิดฟังย้อนหลัง เราสามารถตั้งใจฟังทีละเรื่องได้ เช่น
- ออกเสียงคำร้องได้ชัดเจนหรือไม่
- ร้องโน้ตสูงและต่ำได้แม่นยำเพียงใด
- ช่วงท้ายประโยคเสียงตกหรือขาดแรงหรือไม่
- ร้องตรงจังหวะกับดนตรีหรือเปล่า
- ควบคุมความดังและเบาของแต่ละประโยคได้ดีเพียงใด
- มีเสียงลมหายใจรบกวนเสียงร้องมากเกินไปหรือไม่
การฟังเสียงร้องย้อนหลังช่วยให้สังเกตระดับโน้ต จังหวะ ลมหายใจ และความดังเบาที่อาจไม่ทันสังเกตขณะร้อง
การฟังเสียงย้อนหลังยังนำไปใช้พัฒนาทักษะการเล่นเครื่องดนตรีได้ด้วย โดยเฉพาะการควบคุมน้ำหนักเสียงและจังหวะ สามารถศึกษาเพิ่มเติมจากบทความฝึกควบคุม Dynamics ด้วยการอัดเสียงตัวเอง ซึ่งอธิบายวิธีสังเกต Attack น้ำหนักมือ และ Timing จากเสียงที่บันทึกไว้
อย่างไรก็ตาม การฟังย้อนหลังควรใช้เพื่อทำความเข้าใจเสียงตัวเองและหาจุดที่ต้องพัฒนา ไม่ใช่ตัดสินว่าตัวเองร้องเพลงไม่ดีจากคลิปเพียงครั้งเดียว
หากต้องการเปรียบเทียบพัฒนาการร้องเพลงในแต่ละครั้ง ควรใช้อุปกรณ์ ระยะไมโครโฟน และสภาพห้องที่ใกล้เคียงกัน เพื่อให้ได้ยินความแตกต่างจากการร้องของเรามากกว่าความแตกต่างจากวิธีบันทึกเสียง
สรุป: เสียงตัวเองในคลิปไม่เหมือนตอนพูด เป็นเรื่องปกติหรือไม่
การที่เสียงจากคลิปฟังแตกต่างจากเสียงที่เราได้ยินขณะพูดหรือร้องเพลง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ เพราะวิธีที่เราได้ยินเสียงทั้งสองแบบไม่เหมือนกัน
ขณะพูด เราได้ยินเสียงที่เดินทางผ่านอากาศร่วมกับเสียงจากการสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านเนื้อเยื่อและกระดูกกะโหลกศีรษะ ทำให้เสียงที่ได้ยินอาจมีความทุ้มและความหนาแตกต่างจากเสียงบันทึก
แต่เมื่อเปิดคลิป เราได้ยินเสียงที่ไมโครโฟนรับจากอากาศ แล้วนำมาเปิดผ่านลำโพงหรือหูฟัง โดยไม่มีการสั่นสะเทือนจากการเปล่งเสียงของตัวเองร่วมอยู่ด้วยเหมือนขณะพูด
นอกจากนี้ ระยะไมโครโฟน สภาพห้อง ระบบปรับแต่งเสียง และอุปกรณ์ที่ใช้ฟังยังสามารถเปลี่ยนรายละเอียดของเสียงในคลิปได้อีกด้วย
สิ่งสำคัญคือ เสียงที่ฟังแปลกไปจากความคุ้นเคยไม่ได้หมายความว่าเสียงพูดหรือเสียงร้องของเราไม่ดี และไม่ได้แปลว่าเราร้องผิดโน้ตเสมอไป
เมื่อเข้าใจว่าทำไมเสียงที่ได้ยินขณะพูดจึงต่างจากเสียงบันทึก เราจะสามารถฟังเสียงตัวเองได้อย่างเข้าใจมากขึ้น และนำการอัดเสียงมาใช้สังเกตข้อผิดพลาด ฝึกการร้องเพลง และพัฒนาทักษะทางดนตรีได้อย่างเหมาะสม





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น