จูนหนังกลอง Batter กับ Resonant: คุม Pitch และ Sustain

คู่มือ จูนหนังกลอง Batter กับ Resonant แสดงกลองทอมสีน้ำตาลสองมุม มือใช้ประแจด้านบนและมุมมองหนังกลองด้านล่าง


     จูนหนังกลอง Batter กับ Resonant อย่างไรให้ได้เสียงทอมตามต้องการ? สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าหนังกลองด้านบนและด้านล่างไม่ได้สั่นแยกจากกัน เมื่อไม้กลองกระทบหนังกลองด้านบน ความดันอากาศภายในตัวกลองจะเปลี่ยนแปลงและกระตุ้นให้หนังกลองด้านล่างสั่นตาม การปรับความตึงของหนังกลองแต่ละด้านจึงส่งผลต่อระดับเสียง (Pitch) ความกังวาน (Sustain) และการตอบสนอง (Response) ของกลองทั้งใบได้


     มือกลองหลายคนอาจเคยพบว่า แม้จะจูนหนังกลองด้านบนจนได้เสียงและความรู้สึกขณะตีที่พอใจแล้ว แต่เสียงทอมกลับสั้นเกินไป มีเสียงหึ่งรบกวน หรือระดับเสียงเปลี่ยนไปขณะที่เสียงกำลังจางลง ปัญหาเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับการจูนหนังกลองด้านล่างด้วย บทความนี้จะอธิบายหน้าที่ของหนังกลองทั้งสองด้าน วิธีปรับความตึงให้สัมพันธ์กัน และการทดลองจูนกลองทอม 3 รูปแบบ เพื่อให้เข้าใจว่าแต่ละวิธีส่งผลต่อเสียงอย่างไร


จูนหนังกลอง Batter กับ Resonant ต่างกันอย่างไร

     Batter Head คือหนังกลองด้านที่ใช้ไม้กลองตีโดยตรง ส่วน Resonant Head คือหนังกลองอีกด้านหนึ่ง ซึ่งสั่นตามการเปลี่ยนแปลงของความดันอากาศภายในตัวกลอง แม้หนังกลองทั้งสองด้านจะทำหน้าที่ต่างกัน แต่ต่างก็มีส่วนกำหนดเสียงกลองที่เราได้ยิน


     สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ หนังกลองด้านบนไม่ได้ควบคุมระดับเสียงทั้งหมด และหนังกลองด้านล่างก็ไม่ได้ควบคุมเฉพาะความกังวานเท่านั้น เพราะเสียงของกลองเกิดจากการสั่นร่วมกันของหนังกลองทั้งสองด้าน

หนังกลอง หน้าที่และผลต่อเสียง
Batter Head รับแรงตีโดยตรง มีผลต่อเสียงช่วงแรก ระดับเสียง และความรู้สึกขณะไม้กลองกระทบหนังกลอง
Resonant Head สั่นร่วมกับหนังกลองด้านบน มีผลต่อความกังวาน เนื้อเสียง และลักษณะที่เสียงค่อย ๆ จางลง


     เมื่อไม้กลองกระทบ Batter Head หนังกลองจะเริ่มสั่น ทำให้ความดันอากาศภายใน Shell หรือกระบอกกลองเปลี่ยนแปลงไป ความดันอากาศที่เปลี่ยนไปนี้จะกระตุ้นให้ Resonant Head สั่นตาม และการสั่นของหนังกลองด้านล่างก็สามารถส่งผลกลับมายังหนังกลองด้านบนได้เช่นกัน


     หากต้องการศึกษาหน้าที่ของหนังกลองแต่ละด้านเพิ่มเติม สามารถอ่านคำอธิบายเรื่องความแตกต่างระหว่าง Batter Head และ Resonant Head ของ Remo ซึ่งครอบคลุมทั้งการใช้งานหนังกลองสองด้านและข้อควรระวังเกี่ยวกับ Snare-side Head


หนังกลองทั้งสองด้านสั่นร่วมกันได้อย่างไร

     ลำดับการเกิดเสียงจากหนังกลองทั้งสองด้าน

  1. ไม้กลองกระทบ Batter Head ทำให้หนังกลองด้านบนเริ่มสั่น
  2. การสั่นของหนังกลองด้านบนทำให้ความดันอากาศภายในกระบอกกลองเปลี่ยนแปลง
  3. ความดันอากาศที่เปลี่ยนไปกระตุ้นให้ Resonant Head สั่นตาม
  4. หนังกลองทั้งสองด้านส่งผลต่อการสั่นของกันและกันผ่านอากาศภายในกลอง
  5. การสั่นร่วมกันทำให้เกิดเสียงกลอง ซึ่งมีทั้งเสียงกระทบช่วงแรก เนื้อเสียง ความกังวาน และเสียงที่ค่อย ๆ จางลง
มือกลองใช้ไม้ตีกลองทอมสีน้ำตาลบนขาตั้ง มองเห็นด้านบน กระบอกกลอง และขอบด้านล่าง

หนังกลองด้านบนและด้านล่างของกลองทอมทำงานร่วมกันผ่านอากาศภายในตัวกลอง จึงส่งผลต่อเสียงที่ได้ยินทั้งใบ


     การทำงานลักษณะนี้เรียกว่า Coupled Vibration หมายถึงการสั่นขององค์ประกอบตั้งแต่สองส่วนขึ้นไปที่ส่งผลต่อกัน


     ด้วยเหตุนี้ แม้จะปรับความตึงของ Resonant Head เพียงด้านเดียว โดยไม่ได้เปลี่ยนการจูน Batter Head เลย เสียงกลองโดยรวมก็อาจเปลี่ยนไป ทั้งระดับเสียง ความกังวาน และคาแรคเตอร์ของเสียง


Batter Head คืออะไร และส่งผลต่อ Attack, Pitch และ Stick Response อย่างไร

     Batter Head คือหนังกลองที่รับแรงกระแทกจากไม้กลองโดยตรง จึงมีผลอย่างมากต่อเสียงที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อไม้กระทบหนังกลอง รวมถึงความรู้สึกของผู้เล่นขณะตีด้วย


     ก่อนเริ่มจูน ควรทำความเข้าใจองค์ประกอบของเสียงและการตอบสนองที่เกี่ยวข้องกับ Batter Head ดังนี้

  • Attack: ลักษณะของเสียงช่วงแรกที่เกิดขึ้นเมื่อไม้กระทบหนังกลอง เช่น เสียงคม ชัด หรือนุ่ม
  • Pitch: ระดับเสียงสูงหรือต่ำที่เกิดจากการสั่นของหนังกลอง
  • Stick Response: ลักษณะการตอบสนองของหนังกลองต่อน้ำหนักมือและวิธีตี
  • Rebound: การเด้งกลับของไม้กลองหลังจากกระทบหนังกลอง
  • Overtone: องค์ประกอบความถี่ที่เกิดร่วมกับเสียงหลัก ซึ่งมีส่วนทำให้กลองแต่ละใบมีคาแรคเตอร์เสียงแตกต่างกัน


ความตึงของ Batter มีผลต่อการตีอย่างไร

     เมื่อเพิ่มความตึงของ Batter Head ระดับเสียงจากหนังกลองด้านนี้โดยทั่วไปจะสูงขึ้น และไม้กลองอาจเด้งกลับได้ชัดเจนขึ้น ทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าหนังกลองตอบสนองต่อการตีได้รวดเร็ว


     ในทางกลับกัน เมื่อคลายความตึงลง ระดับเสียงมักต่ำลง และหนังกลองอาจให้ความรู้สึกนุ่มหรือยวบมากขึ้น แต่หากคลายจนหย่อนเกินไป เสียงอาจไม่ชัด และหนังกลองอาจตอบสนองต่อการตีได้ไม่สม่ำเสมอ


     อย่างไรก็ตาม การจูนให้หนังกลองตึงมากไม่ได้หมายความว่าจะได้เสียงที่ดีกว่าเสมอไป เช่นเดียวกับการจูนให้หย่อนก็ไม่ได้รับประกันว่าจะได้เสียงทอมที่หนาและหนักแน่นขึ้น


     วิธีเช็คการตอบสนองของ Batter จากการตีจริง

     ลองตีตรงกลางกลองทอมหลายครั้ง โดยพยายามรักษาน้ำหนักมือให้ใกล้เคียงกัน แล้วสังเกตสิ่งต่อไปนี้

  • ไม้กลองเด้งกลับในลักษณะที่ควบคุมได้หรือไม่
  • เสียงช่วงแรกชัดเจนหรือฟังดูแข็งกระด้างเกินไป
  • เมื่อเปลี่ยนจากการตีเบาเป็นตีแรง หนังกลองตอบสนองต่อน้ำหนักมือที่แตกต่างกันได้ชัดเจนหรือไม่
  • หลังจากเสียงกระทบช่วงแรกผ่านไปแล้ว ยังได้ยินเนื้อเสียงของกลองชัดเจนหรือไม่


     หากจูนจนได้เสียงที่พอใจแล้ว แต่รู้สึกว่าไม้กลองเด้งกลับไม่เหมาะกับวิธีเล่น อาจต้องปรับความตึงของ Batter ใหม่ก่อน แล้วจึงกลับมาปรับ Resonant ให้สัมพันธ์กันอีกครั้ง


Single-ply กับ Double-ply ให้เสียงต่างกันอย่างไร

     หนังกลองแบบ Single-ply ผลิตจากฟิล์มหลักหนึ่งชั้น ส่วน Double-ply ใช้ฟิล์มสองชั้น ความหนา วัสดุ ผิวเคลือบ และการออกแบบเพื่อลดการสั่น ล้วนมีผลต่อเสียงและความรู้สึกขณะตี


     โดยทั่วไป หนังกลอง Single-ply ที่ไม่มีระบบลดการสั่นมากนักมักให้เสียงเปิด กังวาน และตอบสนองต่อรายละเอียดของน้ำหนักมือได้ดี


     ส่วน Double-ply หลายรุ่นมักช่วยควบคุมเสียงความถี่อื่นที่เกิดร่วมกับเสียงหลักได้มากขึ้น และมีความทนทานเหมาะกับผู้ที่ตีค่อนข้างแรง


     อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตัดสินความกังวานจากจำนวนชั้นของหนังกลองเพียงอย่างเดียว เพราะความตึงและการจูนหนังกลองทั้งสองด้านก็มีผลต่อเสียงเช่นกัน


     ดังนั้น หากเปลี่ยนจากหนังกลองชนิดหนึ่งไปใช้อีกชนิดหนึ่ง ควรทดลองฟังระดับเสียงและการตอบสนองใหม่ ไม่ควรใช้ค่าการจูนเดิมโดยไม่ตรวจสอบ


Resonant Head คืออะไร และทำไมหนังกลองล่างจึงเปลี่ยนเสียงกลองได้

     Resonant Head คือหนังกลองด้านตรงข้ามกับ Batter Head ซึ่งสั่นตามการเปลี่ยนแปลงของความดันอากาศภายในตัวกลองเมื่อมีการตี


     แม้หนังกลองด้านนี้จะไม่ได้รับแรงจากไม้กลองโดยตรง แต่ก็มีผลต่อเสียงโดยรวม โดยเฉพาะความกังวาน เนื้อเสียง และลักษณะที่เสียงค่อย ๆ เบาลงหลังจากตี


     องค์ประกอบสำคัญของเสียงที่ควรรู้ ได้แก่

  • Resonance: ความกังวานที่เกิดจากการสั่นร่วมกันของส่วนต่าง ๆ ของกลอง
  • Sustain: ระยะเวลาที่เรายังได้ยินเสียงหลังจากตีไปแล้ว
  • Decay: ลักษณะที่เสียงค่อย ๆ ลดความดังลงจนจางหายไป
  • Tonal Pitch: ระดับเสียงสูงหรือต่ำที่เรารับรู้ได้จากเนื้อเสียงของกลอง
  • Projection: ลักษณะการส่งเสียงออกไป ซึ่งมีผลต่อเสียงที่ผู้ฟังได้ยินจากระยะห่าง


     Sustain และ Decay มีความเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ได้มีความหมายเหมือนกันทั้งหมด


     Sustain ใช้อธิบายระยะเวลาที่เสียงยังคงได้ยิน ส่วน Decay ใช้อธิบายลักษณะที่เสียงค่อย ๆ เบาลง เช่น เสียงลดความดังลงอย่างรวดเร็วในช่วงแรก หรือค่อย ๆ เบาลงอย่างต่อเนื่อง


ทำไมปรับ Resonant แล้วเสียงกลองทั้งใบจึงเปลี่ยน

     สมมติว่าเราจูน Batter จนได้ความรู้สึกขณะตีที่พอใจแล้ว แต่เสียงทอมยังสั้นและไม่ค่อยมีเนื้อเสียง


     เมื่อทดลองปรับ Resonant ลักษณะการสั่นร่วมกันของหนังกลองทั้งสองด้านจะเปลี่ยนไป ทำให้เสียงโดยรวมอาจกังวานขึ้น สั้นลง หรือมีการเปลี่ยนระดับเสียงขณะที่เสียงกำลังจางลง


     เหตุผลคือ Resonant Head ไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้เสียงค้างอยู่นาน แต่ยังมีส่วนกำหนดรูปแบบการสั่นของกลองทั้งใบ


     หากจูน Resonant ให้อยู่ในช่วงที่ทำงานร่วมกับ Batter ได้ดี กลองอาจให้เสียงที่ชัดเจนและมีความกังวานตามต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มแรงตี


     ในทางกลับกัน หากระดับเสียงของหนังกลองทั้งสองด้านไม่เหมาะกับคาแรคเตอร์ที่ต้องการ เสียงอาจสั้นกว่าที่คาดไว้ หรือมีเสียงบางความถี่เด่นออกมาจนฟังดูไม่กลมกลืนกัน


จูนหนังกลอง Batter กับ Resonant ให้ระดับเสียงต่างกัน ส่งผลอย่างไร

     การจูนกลองทอมที่มีหนังกลองสองด้านสามารถทดลองเปรียบเทียบได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ จูนให้ทั้งสองด้านมี Pitch ใกล้เคียงกัน จูน Resonant ให้สูงกว่า Batter และจูน Resonant ให้ต่ำกว่า Batter


     ในการเปรียบเทียบนี้ Pitch หมายถึงระดับเสียงที่ฟังหรือวัดได้จากหนังกลองแต่ละด้านภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน ไม่ใช่การเปรียบเทียบจากจำนวนรอบที่หมุนสกรูจูนกลอง


Batter และ Resonant มี Pitch ใกล้เคียงกัน

     เมื่อหนังกลองทั้งสองด้านมีระดับเสียงใกล้เคียงกัน การสั่นบางรูปแบบอาจส่งเสริมกันได้ดี ทำให้กลองมีโอกาสให้เสียงที่เปิด กังวาน และค่อย ๆ จางลงอย่างต่อเนื่อง


     การจูนรูปแบบนี้จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการทดลอง เพื่อฟังว่ากลองใบนั้นสามารถให้เสียงกังวานได้มากน้อยเพียงใด


     อย่างไรก็ตาม การจูนให้ Pitch ใกล้เคียงกันไม่ได้หมายความว่าจะได้ Sustain ยาวที่สุดเสมอไป เพราะยังมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ชนิดของหนังกลอง ช่วงความตึง และการสูญเสียพลังงานขณะที่กลองสั่น


Resonant สูงกว่า Batter

     เมื่อจูนให้ Resonant มีระดับเสียงสูงกว่า Batter ลักษณะการสั่นร่วมกันของหนังกลองทั้งสองด้านจะเปลี่ยนไป


     สิ่งที่อาจได้ยิน ได้แก่

  • เสียงทอมอาจมีความชัดเจนมากขึ้น
  • ระยะเวลาที่เสียงค้างอยู่เปลี่ยนไป
  • เสียงบางความถี่เด่นขึ้นหรือเบาลง
  • ระดับเสียงที่ได้ยินอาจเปลี่ยนไปขณะที่เสียงกำลังจางลง


     ในบางช่วงการจูน การตั้ง Resonant ให้สูงกว่า Batter อาจทำให้เสียงกังวานและชัดเจนขึ้น แต่หากเพิ่มความแตกต่างของระดับเสียงมากขึ้นอีก ก็อาจทำให้ Sustain สั้นลงได้เช่นกัน


     ดังนั้น ไม่ควรยึดเป็นสูตรตายตัวว่า เมื่อ Resonant สูงกว่า Batter แล้วเสียงจะต้องสั้นเสมอไป


Resonant ต่ำกว่า Batter

     หากจูนให้ Resonant มีระดับเสียงต่ำกว่า Batter อาจทำให้เสียงโดยรวมฟังดูต่ำหรือหนาขึ้น รวมถึงเปลี่ยนลักษณะของระดับเสียงขณะที่เสียงกำลังจางลง


     ในบางช่วงการจูนอาจได้เสียงที่อิ่มและกังวานต่อเนื่อง แต่บางช่วงอาจทำให้เสียงไม่ชัด หรือมีระยะเวลาที่เสียงค้างอยู่สั้นลง


     สิ่งสำคัญคือ ต้องทดลองฟังว่าการลดระดับเสียงของ Resonant ช่วยให้กลองมีคาแรคเตอร์ตรงกับที่ต้องการจริงหรือไม่


ตารางเปรียบเทียบการจูนทั้ง 3 รูปแบบ

รูปแบบการจูน แนวโน้มของเสียงและสิ่งที่ควรฟัง
Pitch ใกล้เคียงกัน อาจได้เสียงเปิดและกังวานต่อเนื่อง ควรสังเกต Sustain และ Overtone
Resonant สูงกว่า ความชัดของเสียงและลักษณะการจางลงอาจเปลี่ยนไป ควรสังเกต Attack และ Decay
Resonant ต่ำกว่า เนื้อเสียงและระดับเสียงขณะที่จางลงอาจเปลี่ยนไป ควรสังเกตความหนาและความชัดของเสียง


     ตารางนี้เป็นแนวทางสำหรับสังเกตความแตกต่างก่อนทดลอง ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับกลองทุกใบ


     ผลที่ได้ยังขึ้นอยู่กับขนาดกลอง วัสดุและโครงสร้างของ Shell ชนิดหนังกลอง ช่วง Pitch ความแตกต่างของระดับเสียงระหว่างสองด้าน และการใช้อุปกรณ์ลดการสั่นหรือ Damping


     ดังนั้น แทนที่จะจำว่าการจูนแบบใดให้เสียงดีที่สุด ควรทดลองฟังว่ากลองของเราตอบสนองต่อการจูนแต่ละรูปแบบอย่างไร


จูนหนังกลอง Batter กับ Resonant บนกลองทอมทีละขั้น

     การจูนกลองทอมควรเริ่มจากการปรับให้หนังกลองแต่ละด้านมีระดับเสียงสม่ำเสมอบริเวณรอบขอบกลองก่อน จากนั้นจึงทดลองปรับระดับเสียงของทั้งสองด้านให้สัมพันธ์กัน เพื่อหาเสียงที่ต้องการ


     อุปกรณ์พื้นฐานที่ใช้มีเพียงกลองทอม Drum Key หรือประแจจูนกลอง และพื้นที่ที่สามารถฟังเสียงได้ชัดเจน


     หากมีเครื่องมือช่วยจูนกลองหรือแอปวิเคราะห์ Pitch ก็สามารถนำมาใช้เปรียบเทียบระดับเสียงได้ แต่ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือวัดความถี่จึงจะเริ่มฝึกจูนกลองได้


1. เช็คสภาพหนังกลองและ Bearing Edge ก่อนเริ่มจูน

     ก่อนปรับสกรูจูนกลองหรือ Tension Rod ควรตรวจสอบสภาพของกลองดังนี้

  • หนังกลองไม่มีรอยฉีกขาดหรือเสียรูปอย่างชัดเจน
  • Hoop หรือวงแหวนที่กดขอบหนังกลองอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
  • Tension Rod และ Lug หรือจุดยึดสกรูทำงานได้ตามปกติ
  • หนังกลองไม่มีรอยย่นผิดปกติจากการติดตั้ง
  • ไม่มีสิ่งของสัมผัสหนังกลองจนขัดขวางการสั่นโดยไม่ตั้งใจ


     Bearing Edge คือขอบของกระบอกกลองที่สัมผัสกับหนังกลองโดยตรง หากขอบส่วนนี้เสียหายหรือมีผิวสัมผัสไม่สม่ำเสมอ อาจทำให้จูนเสียงได้ยาก แม้จะพยายามปรับความตึงรอบกลองแล้วก็ตาม


     อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องถอดหนังกลองทุกครั้งที่ต้องการปรับเสียงเล็กน้อย หากต้องถอดเพื่อตรวจสภาพ Bearing Edge ควรทำอย่างระมัดระวัง


2. ตั้งความตึงเริ่มต้นและปรับ Tension Rod แบบไขว้

     หากเริ่มจากหนังกลองที่คลายความตึงออกทั้งหมด ให้หมุน Tension Rod ด้วยมือจนสกรูแต่ละตัวเริ่มกด Hoop อย่างสม่ำเสมอก่อน แล้วจึงใช้ Drum Key ค่อย ๆ เพิ่มความตึง


     ควรขันสกรูแบบไขว้ หรือ Star Pattern โดยสลับไปยังตำแหน่งฝั่งตรงข้าม เพื่อช่วยกระจายแรงกดให้สมดุล


     ตัวอย่างกลองทอมที่มี 6 Lug สามารถใช้ลำดับดังนี้

1 → 4 → 2 → 5 → 3 → 6


     โดยกำหนดหมายเลข Lug เรียงตามเข็มนาฬิการอบกลอง ตั้งแต่หมายเลข 1 ถึง 6


     ลำดับนี้เป็นตัวอย่างการขันแบบไขว้สำหรับกลองที่มี 6 Lug ส่วนกลองที่มีจำนวน Lug ต่างกันควรเลือกลำดับการขันให้เหมาะสม


     หากต้องการดูวิธีขันสกรูแบบไขว้และขั้นตอนการจูนจากผู้ผลิตโดยตรง สามารถศึกษาเพิ่มเติมจาก คู่มือจูนกลองของ EVANS ซึ่งอธิบายการปรับ Tension Rod ตามจำนวน Lug และการเคาะเช็คระดับเสียงรอบหนังกลอง


     ไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าสกรูทุกตัวต้องหมุนกี่รอบ เพราะกลองแต่ละใบและหนังกลองแต่ละชนิดอาจต้องใช้ความตึงต่างกันจึงจะได้เสียงที่ต้องการ


3. ฟัง Pitch ใกล้ Lug แต่ละตำแหน่งให้สม่ำเสมอ

     ขั้นตอนนี้สำคัญกว่าการพยายามหมุน Tension Rod ทุกตัวให้ได้จำนวนรอบเท่ากัน


     เริ่มจากลดการสั่นของหนังกลองอีกด้านชั่วคราว เพื่อให้ได้ยินเสียงจากหนังกลองด้านที่กำลังจูนชัดขึ้น


     จากนั้นใช้ไม้กลองเคาะเบา ๆ บริเวณใกล้ Lug โดยเคาะห่างจากขอบด้านในของ Hoop ประมาณ 2–3 เซนติเมตร และรักษาระยะให้ใกล้เคียงกันทุกจุด

สาธิต จูนหนังกลอง Batter กับ Resonant โดยใช้ไม้เคาะเช็ค Pitch ใกล้ Lug และวางประแจจูนข้างกลอง

ใช้ไม้กลองเคาะเบา ๆ บริเวณใกล้ Lug โดยรักษาระยะจากขอบกลองให้ใกล้เคียงกัน เพื่อเปรียบเทียบระดับเสียงแต่ละตำแหน่ง


     ฟังเสียงทีละตำแหน่ง แล้วเปรียบเทียบว่าจุดใดให้ระดับเสียงสูงหรือต่ำกว่าจุดอื่น


     หากพบว่าระดับเสียงแตกต่างกัน ให้ค่อย ๆ ปรับความตึงแล้วเคาะฟังใหม่ ไม่ควรขันสกรูครั้งละมาก ๆ เพียงเพื่อให้เสียงเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว


     ตัวอย่างการเช็ค Pitch รอบ Lug

  • Lug 1 ให้เสียงสูงกว่า Lug 2 เล็กน้อย
  • Lug 3 ให้เสียงต่ำกว่าตำแหน่งอื่น
  • Lug 4–6 ให้ระดับเสียงใกล้เคียงกัน


     ในกรณีนี้ควรค่อย ๆ ปรับตำแหน่งที่ให้เสียงแตกต่างจากจุดอื่น แล้วกลับมาเช็คบริเวณใกล้เคียงอีกครั้ง เพราะการเปลี่ยนความตึงตรงจุดหนึ่งอาจส่งผลต่อเสียงของตำแหน่งอื่นด้วย


     เป้าหมายคือทำให้เสียงที่เคาะได้บริเวณ Lug แต่ละจุดมีระดับใกล้เคียงกัน ไม่ใช่พยายามให้สกรูทุกตัวหมุนเท่ากัน


4. แยกฟัง Batter และ Resonant ก่อนฟังเสียงรวม

     เมื่อจูน Batter จนได้ระดับเสียงและความรู้สึกขณะตีที่พอใจแล้ว ให้จดหรือบันทึกการตั้งค่านั้นไว้เป็นจุดเริ่มต้น


     จากนั้นจูน Resonant ด้วยวิธีเช็ค Pitch รอบ Lug แบบเดียวกัน


     ขณะตรวจหนังกลองด้านใด ควรลดการสั่นของอีกด้านเพื่อให้แยกฟังได้ง่ายขึ้น เช่น วางกลองโดยใช้ผ้าสะอาดเนื้อนุ่มรองหนังกลองด้านที่ไม่ได้จูน


     ควรหลีกเลี่ยงการกดหรือวางน้ำหนักมากจนหนังกลองเสียรูป เพราะอาจทำให้ระดับเสียงที่ฟังได้เปลี่ยนไปจากสภาพปกติ


     เมื่อจูนแต่ละด้านจนมีระดับเสียงรอบ Lug สม่ำเสมอแล้ว จึงปล่อยให้หนังกลองทั้งสองด้านสั่นได้อย่างอิสระ และทดลองตีเพื่อฟังเสียงรวมของกลองทั้งใบ


5. ค่อย ๆ ปรับระดับเสียงของหนังกลองสองด้านให้สัมพันธ์กัน

     เริ่มจากจูน Batter และ Resonant ให้มี Pitch ใกล้เคียงกันก่อน เพื่อใช้เป็นจุดอ้างอิง


     เมื่อฟังเสียงรวมแล้ว ให้รักษาการจูน Batter ไว้เหมือนเดิม จากนั้นทดลองเพิ่ม Pitch ของ Resonant ทีละน้อย โดยปรับสกรูรอบกลองอย่างสมดุล


     ลองตีอีกครั้งแล้วฟังว่าเสียงเปลี่ยนไปอย่างไร


     หลังจากนั้นให้กลับไปยังจุดเริ่มต้น แล้วทดลองลด Pitch ของ Resonant แทน


     การรักษาระดับเสียงของ Batter ให้คงที่จะช่วยให้สังเกตผลจากการปรับ Resonant ได้ชัดเจนกว่าการเปลี่ยนความตึงของหนังกลองทั้งสองด้านพร้อมกัน


6. ตีตรงกลางกลองแล้วฟัง Attack, Sustain และ Decay

     เมื่อได้การจูนหนึ่งรูปแบบแล้ว ให้ลองตีตรงกลางกลองหลายครั้ง โดยใช้น้ำหนักมือให้ใกล้เคียงกัน


     จากนั้นแยกฟังเสียงเป็น 3 ช่วง


     ช่วงแรก — Attack


     สังเกตว่าเสียงตอนกระทบคม ชัด หรือนุ่มเพียงใด และเสียงช่วงแรกเด่นมากเกินไปหรือไม่


     ช่วงเนื้อเสียง — Tonal Body


     ฟังว่าหลังจากเสียงกระทบผ่านไปแล้ว กลองยังมีเนื้อเสียงที่ชัดเจนหรือไม่ และสามารถรับรู้ระดับเสียงสูงต่ำได้มากน้อยเพียงใด


     ช่วงที่เสียงค่อย ๆ จางลง — Sustain และ Decay


     ฟังว่าเสียงค้างอยู่นานเพียงใด ค่อย ๆ ลดความดังลงอย่างไร และมีการเปลี่ยนระดับเสียงขณะที่เสียงกำลังจางลงหรือไม่


     หากเสียงกลองโดยรวมดีขึ้น แต่รู้สึกว่าไม้กลองเด้งกลับไม่เหมาะกับการเล่น อาจต้องกลับไปปรับ Batter แล้วจึงจูน Resonant ให้สัมพันธ์กันอีกครั้ง


Pitch ของหนังกลองแต่ละด้านต่างจาก Pitch รวมของกลองอย่างไร

     ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยในการจูนกลองคือ การคิดว่าระดับเสียงที่ได้จากการเคาะใกล้ Lug จะต้องตรงกับระดับเสียงของกลองทั้งใบเมื่อใช้ไม้ตีตรงกลาง


     ความจริงแล้ว การฟังทั้งสองแบบมีจุดประสงค์ต่างกัน และไม่ได้ให้ผลตรงกันเสมอไป


Lug Pitch ใช้เช็คความสม่ำเสมอของหนังกลอง

     Lug Pitch คือระดับเสียงที่ได้ยินหรือวัดได้จากการเคาะหนังกลองบริเวณใกล้ Lug โดยมักลดการสั่นของหนังกลองอีกด้าน เพื่อช่วยให้แยกฟังได้ชัดเจนขึ้น


     การฟังแบบนี้ช่วยตรวจว่าหนังกลองด้านนั้นมีระดับเสียงใกล้เคียงกันรอบขอบกลองหรือไม่


     จึงเหมาะสำหรับใช้ปรับความสม่ำเสมอของหนังกลองแต่ละด้าน และเปรียบเทียบระดับเสียงก่อนทดลองจูนให้หนังกลองทั้งสองด้านทำงานร่วมกัน


Overall Drum Pitch คือระดับเสียงรวมที่เราได้ยินจากกลองทั้งใบ

     Overall Drum Pitch หมายถึงระดับเสียงที่ผู้ฟังรับรู้เมื่อหนังกลองทั้งสองด้านสั่นร่วมกัน โดยเฉพาะเสียงที่ตามมาหลังจากเสียงกระทบช่วงแรก


     ระดับเสียงที่ได้ยินจากกลองทั้งใบอาจไม่ตรงกับ Lug Pitch ของ Batter หรือ Resonant

เปรียบเทียบการเคาะกลองทอมสองตำแหน่ง โดยฝั่งซ้ายเคาะใกล้ Lug และฝั่งขวาตีตรงกลาง

ด้านซ้ายเคาะใกล้ Lug เพื่อเช็คระดับเสียงบริเวณขอบหนังกลอง ส่วนด้านขวาตีตรงกลางเพื่อฟังเสียงรวมของกลอง


     สาเหตุคือหนังกลองไม่ได้สั่นด้วยความถี่เดียว แต่สามารถสั่นได้หลายรูปแบบ ซึ่งเรียกว่า Vibrational Modes หรือรูปแบบการสั่นของหนังกลอง


     เมื่อหนังกลองทั้งสองด้านส่งผลต่อกันผ่านอากาศภายในกระบอกกลอง รูปแบบการสั่นและความถี่ที่เด่นในเสียงรวมจึงเปลี่ยนไปได้


     ด้วยเหตุนี้ การฟังเสียงกลองจากการตีจริงจึงสำคัญพอ ๆ กับการเช็คระดับเสียงใกล้ Lug


ความตึงเท่ากันไม่ได้หมายความว่า Pitch ต้องเท่ากัน

     หนังกลองที่มีความหนา มวลของวัสดุ หรือโครงสร้างต่างกัน อาจให้ระดับเสียงไม่เท่ากัน แม้จะมีความตึงทางกายภาพใกล้เคียงกัน


     ดังนั้น ไม่ควรใช้จำนวนรอบที่หมุน Tension Rod หรือค่าจากเครื่องมือวัดความตึงบางประเภท มาสรุปว่าหนังกลองทั้งสองด้านมี Pitch เท่ากัน


     เครื่องมือวัดความตึงกับเครื่องมือวัดความถี่ไม่ได้ตรวจวัดสิ่งเดียวกันเสมอไป


     สิ่งที่ควรแยกให้ชัดขณะจูนกลอง

  • ใช้ Lug Pitch เพื่อเช็คความสม่ำเสมอของหนังกลองแต่ละด้าน
  • เปรียบเทียบ Lug Pitch ของสองด้านเพื่อกำหนดจุดเริ่มต้นในการจูน
  • ฟัง Overall Drum Pitch เพื่อประเมินระดับเสียงของกลองทั้งใบ
  • ทดลองตีจริงเพื่อประเมิน Attack, Sustain และ Response


     หากใช้เครื่องมือวิเคราะห์เสียง ควรระวังว่าความถี่ที่แสดงอาจเป็นความถี่เด่นบางช่วง หรือเป็น Overtone ไม่ใช่ระดับเสียงหลักที่หูของเรารับรู้ทุกครั้ง


ทำไมจูนกลองแล้ว Sustain สั้น เสียงอั้น หรือ Pitch ไหล

     เมื่อจูนกลองทอมแล้วเสียงยังไม่ตรงกับที่ต้องการ ควรเริ่มจากฟังให้ชัดก่อนว่าปัญหาอยู่ตรงไหน จากนั้นจึงค่อยตรวจหาสาเหตุทีละอย่าง


     ไม่ควรแก้ทุกปัญหาด้วยการขัน Resonant ให้ตึงขึ้น เพราะเสียงผิดปกติที่ฟังดูคล้ายกันอาจเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกัน


Sustain สั้นเกินไปทั้งที่ไม่ได้ใช้ Damping

     หากกลองให้เสียงสั้นกว่าที่คาดไว้ ให้เริ่มจากเช็คว่า Pitch รอบ Lug ของหนังกลองแต่ละด้านสม่ำเสมอหรือไม่


     จากนั้นจึงตรวจว่าระดับเสียงของ Batter และ Resonant มีความสัมพันธ์ที่เหมาะกับกลองใบนั้นหรือไม่


     บางครั้งการปรับ Resonant ให้มี Pitch ใกล้กับ Batter อาจช่วยให้เสียงต่อเนื่องขึ้น แต่บางกรณีการปรับให้ต่างกันเล็กน้อยกลับให้ผลดีกว่า


     หากทดลองแล้วยังไม่ได้เสียงที่ต้องการ ควรพิจารณาช่วง Pitch ที่เหมาะสมกับกลองและสภาพหนังกลองร่วมด้วย


เสียงอั้นหรือได้ยินเนื้อเสียงไม่ชัดเจน

     เสียงอั้นอาจเกิดจากการจูนหนังกลองให้หย่อนเกินช่วงที่ทำงานได้ดี หรือใช้อุปกรณ์ลดการสั่นมากเกินไปจนเสียงที่ต้องการถูกลดทอน


     อีกกรณีหนึ่งคือระดับเสียงของหนังกลองทั้งสองด้านอาจสัมพันธ์กันในลักษณะที่ทำให้ความถี่บางช่วงไม่เด่นชัดในเสียงรวม


     วิธีเช็คเมื่อเสียงทอมอั้น

  1. ลดหรือถอดอุปกรณ์ Damping ออกชั่วคราว
  2. ทดลองตีโดยปล่อยให้หนังกลองทั้งสองด้านสั่นอย่างอิสระ
  3. เช็ค Lug Pitch ของ Batter และ Resonant
  4. ค่อย ๆ ปรับ Resonant แล้วฟังเสียงใหม่
  5. สังเกตว่าเสียงมีความชัดเจนขึ้นหรือยังคงอั้นเหมือนเดิม


     ควรปรับทีละจุด เพื่อให้ทราบว่าการเปลี่ยนแปลงส่วนใดช่วยให้เสียงดีขึ้น หรือทำให้ปัญหาเด่นชัดกว่าเดิม


Pitch ไหลหรือระดับเสียงเปลี่ยนขณะที่เสียงกำลังจางลง

     Pitch Movement คือการเปลี่ยนแปลงของระดับเสียงที่ผู้ฟังรับรู้ ระหว่างที่เสียงกลองค่อย ๆ เบาลงหลังการตี


     บางครั้งลักษณะนี้เป็นคาแรคเตอร์เสียงที่ต้องการ เพราะทำให้เสียงทอมมีความเคลื่อนไหวและฟังดูมีชีวิตชีวา


     แต่ในบางกรณี การเปลี่ยนระดับเสียงที่เด่นชัดเกินไปอาจทำให้รู้สึกว่าเสียงกลองไม่นิ่ง


     สาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับรูปแบบการสั่นของหนังกลอง ความสัมพันธ์ของระดับเสียงทั้งสองด้าน และความถี่ที่เด่นขึ้นหรือเบาลงในแต่ละช่วงเวลา


     หากต้องการให้ระดับเสียงฟังนิ่งขึ้น ควรทดลองปรับความสัมพันธ์ของ Batter และ Resonant ทีละน้อย แล้วอัดเสียงเปรียบเทียบ แทนการสรุปทันทีว่าต้องเพิ่มหรือลดความตึงของด้านใดด้านหนึ่ง


Pitch รอบ Lug ไม่สม่ำเสมอ

     หากเคาะใกล้ Lug แต่ละจุดแล้วได้ระดับเสียงต่างกันมาก ควรกลับไปปรับความตึงในตำแหน่งที่ให้เสียงแตกต่างจากจุดอื่นก่อน


     การใช้ Damping อาจช่วยลดเสียงความถี่ที่รบกวนได้ แต่ไม่ได้ทำให้ความตึงของหนังกลองกลับมาสม่ำเสมอโดยตรง


     นอกจากนี้ ควรเช็คว่าหนังกลองเก่าหรือเสื่อมสภาพหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่า Bearing Edge มีปัญหาหรือเปล่า


     ตำแหน่งที่ฟังก็มีผลต่อเสียงที่ได้ยิน


     เสียงทอมที่มือกลองได้ยินจากตำแหน่งเหนือกลอง อาจแตกต่างจากเสียงที่ผู้ฟังด้านหน้าหรือไมโครโฟนรับได้


     สาเหตุเกิดจากทิศทางการกระจายเสียงและลักษณะของห้อง ซึ่งส่งผลต่อความถี่ที่เราได้ยิน


     ดังนั้น กลองที่ฟังดูมี Sustain สั้นจากตำแหน่งผู้เล่น อาจยังมีความกังวานชัดเจนเมื่อฟังจากตำแหน่งอื่น


Snare และ Bass Drum ใช้หลักการเดียวกับ Tom หรือไม่

     Snare Drum และ Bass Drum ที่มีหนังกลองสองด้าน ใช้หลักการสั่นร่วมกันเช่นเดียวกับกลองทอม แต่การออกแบบและหน้าที่ของกลองแต่ละประเภททำให้ต้องพิจารณาปัจจัยเพิ่มเติม


Snare Drum มี Snare-side Head และ Snare Wire

     หนังกลองด้านล่างของ Snare เรียกว่า Snare-side Head เป็นหนังกลองที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับหน้าที่นี้ และโดยทั่วไปมีความบางกว่าหนังกลอง Resonant ของทอมมาก


     ความบางดังกล่าวช่วยให้หนังกลองตอบสนองต่อการสั่นสะเทือนได้ละเอียด และทำงานร่วมกับ Snare Wire ได้เหมาะสม


     Snare Wire คือชุดเส้นโลหะที่สัมผัสกับหนังกลองด้านล่าง ทำให้เกิดเสียงซ่าซึ่งเป็นคาแรคเตอร์สำคัญของ Snare Drum


     ดังนั้น การเปลี่ยนความตึงของ Snare-side Head อาจส่งผลทั้งต่อเสียงของตัวกลองและความไวในการตอบสนองของ Snare Wire


     ไม่ควรนำค่าความตึงหรือแนวทางจูนกลองทอมไปใช้กับ Snare-side Head โดยตรง และไม่ควรนำหนังกลองประเภทนี้ไปใช้แทน Batter Head หรือหนังกลองทอม โดยไม่พิจารณาว่าหนังกลองแต่ละประเภทออกแบบมาสำหรับการใช้งานแบบใด


Bass Drum มีปัจจัยจาก Port, Muffling และ Beater

     Bass Drum มีหนังกลอง Batter และ Resonant เช่นกัน แต่เสียงที่ต้องการมักเน้นความสัมพันธ์ระหว่างเสียงกระแทกช่วงแรก เนื้อเสียงความถี่ต่ำ และระยะเวลาที่เสียงค่อย ๆ จางลง


     หนังกลอง Resonant ของ Bass Drum บางชุดมี Port หรือช่องเปิด ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนตัวของอากาศและลักษณะการสั่นร่วมกัน เมื่อเทียบกับหนังกลองที่ไม่มีช่องเปิด


     นอกจากนี้ การใช้วัสดุลดการสั่นภายในกลองหรือ Muffling และชนิดของ Beater หรือหัวกระเดื่องที่กระทบหนังกลอง ก็มีผลต่อ Attack และ Decay อย่างชัดเจน


     ดังนั้น ไม่ควรนำวิธีเปรียบเทียบระดับเสียงของหนังกลองทอมไปใช้เป็นสูตรตายตัวสำหรับ Bass Drum เพราะหน้าที่และปัจจัยที่ส่งผลต่อเสียงแตกต่างกัน


จูนหนังกลอง Batter กับ Resonant 3 แบบ แล้วอัดเสียงเปรียบเทียบ

     วิธีหนึ่งที่ช่วยให้เข้าใจการทำงานร่วมกันของ Batter และ Resonant ได้ชัดเจน คือการใช้กลองทอมใบเดิมทดลองจูน 3 รูปแบบ แล้วอัดเสียงเก็บไว้เพื่อฟังเปรียบเทียบ


     ควรใช้หนังกลองชุดเดิม ไม้กลองชนิดเดิม และรักษาตำแหน่งไมโครโฟนให้เหมือนกันตลอดการทดลอง

การทดลอง จูนหนังกลอง Batter กับ Resonant โดยมีมือกลอง ไมโครโฟน เครื่องบันทึกเสียง และสมุดจดในสตูดิโอ

การทดลองอัดเสียงกลองทอมควรรักษาตำแหน่งไมโครโฟน อุปกรณ์ และน้ำหนักมือให้ใกล้เคียงกัน เพื่อเปรียบเทียบผลจากการจูนแต่ละแบบ


     ก่อนเริ่ม ให้เลือก Pitch ของ Batter ที่ให้ความรู้สึกขณะตีเหมาะสม แล้วรักษาการจูนด้านนี้ให้คงที่ตลอดการทดลอง


     เงื่อนไขสำคัญเพื่อให้ผลการทดลองเปรียบเทียบกันได้


     ควรใช้วิธีเคาะตรวจ Pitch ใกล้ Lug เหมือนกันทุกครั้ง ทั้งตำแหน่งที่เคาะ น้ำหนักมือ และวิธีลดการสั่นของหนังกลองอีกด้าน


     เมื่อเงื่อนไขเหล่านี้ใกล้เคียงกัน ความแตกต่างของเสียงที่ได้ยินจึงมีโอกาสสะท้อนผลจากการปรับ Resonant ได้ชัดเจนขึ้น


     หากจำเป็นต้องปรับ Batter ระหว่างทดลอง ควรเริ่มบันทึกผลชุดใหม่ เพราะการเปลี่ยนหนังกลองทั้งสองด้านพร้อมกันจะทำให้แยกสาเหตุของเสียงที่เปลี่ยนไปได้ยาก


Experiment A — Batter และ Resonant มี Pitch ใกล้เคียงกัน

     เริ่มจากจูนหนังกลองทั้งสองด้านให้มี Lug Pitch ใกล้เคียงกัน โดยตรวจให้แน่ใจว่าระดับเสียงรอบ Lug ของแต่ละด้านสม่ำเสมอด้วย


     จากนั้นตีตรงกลางกลองประมาณ 5 ครั้ง โดยพยายามรักษาน้ำหนักมือให้ใกล้เคียงกัน แล้วอัดเสียงเก็บไว้


     ฟังว่าเสียงช่วงแรก เนื้อเสียง และความกังวานมีลักษณะอย่างไร


     ให้ใช้การจูนรูปแบบนี้เป็น Baseline หรือจุดอ้างอิงสำหรับการทดลองครั้งต่อไป


Experiment B — Resonant สูงกว่า Batter

     รักษาการจูน Batter จาก Experiment A ไว้เหมือนเดิม แล้วค่อย ๆ เพิ่ม Pitch ของ Resonant โดยปรับความตึงรอบหนังกลองให้สม่ำเสมอ


     เมื่อได้ระดับเสียงที่สูงกว่าจุดเริ่มต้นอย่างชัดเจน ให้ทดลองตีและอัดเสียงโดยใช้เงื่อนไขเดิม


     จากนั้นเปรียบเทียบกับ Experiment A ว่า

  • Attack ชัดขึ้นหรือเบาลง
  • ระดับเสียงรวมของกลองสูงขึ้นหรือต่ำลง
  • Sustain ยาวขึ้นหรือสั้นลง
  • เสียงค่อย ๆ ลดความดังลงอย่างไร
  • ระดับเสียงเปลี่ยนขณะที่เสียงจางลงชัดเจนขึ้นหรือไม่


     ไม่ควรตัดสินจากการตีเพียงครั้งเดียว ควรตีซ้ำหลายครั้งเพื่อดูว่าลักษณะเสียงที่ได้ยินเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอหรือไม่


Experiment C — Resonant ต่ำกว่า Batter

     เริ่มจากกลับไปยังการตั้งค่าใน Experiment A ก่อน แล้วค่อย ๆ ลด Pitch ของ Resonant ให้ต่ำกว่า Batter โดยไม่เปลี่ยนการจูนด้านบน


     จากนั้นทดลองตีและอัดเสียงด้วยเงื่อนไขเดิม


     เปรียบเทียบกับ Experiment A และ B ว่าเสียงเปลี่ยนไปอย่างไร โดยเฉพาะเนื้อเสียง ความกังวาน และลักษณะที่เสียงค่อย ๆ จางลง


     การเริ่มทดลองจาก Baseline เดียวกันทุกครั้งจะช่วยให้แยกผลของการเพิ่มและลด Pitch ของ Resonant ได้ชัดเจนกว่าการปรับต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้บันทึกค่าตั้งต้น


ตารางบันทึกผลการทดลอง A/B/C

     ตารางนี้ใช้จดความแตกต่างของเสียงที่ได้ยินจากการทดลองทั้งสามแบบ


     A หมายถึงหนังกลองสองด้านมี Pitch ใกล้เคียงกัน B หมายถึง Resonant สูงกว่า Batter และ C หมายถึง Resonant ต่ำกว่า Batter

สิ่งที่สังเกต บันทึกผล A / B / C
Attack A: ___ / B: ___ / C: ___
Tonal Pitch A: ___ / B: ___ / C: ___
Sustain A: ___ / B: ___ / C: ___
Decay A: ___ / B: ___ / C: ___
Pitch Movement A: ___ / B: ___ / C: ___
Stick Response A: ___ / B: ___ / C: ___


     นอกจากการจดลักษณะเสียง ควรบันทึก Lug Pitch ของหนังกลองทั้งสองด้าน หรือจดการปรับสกรูที่ช่วยให้กลับไปยังการตั้งค่าเดิมได้


     ข้อมูลเหล่านี้จะมีประโยชน์เมื่อพบว่าการจูนแบบใดให้เสียงที่ชอบ และต้องการทำซ้ำในภายหลัง


     วิธีอัดเสียงให้เปรียบเทียบกันได้อย่างเหมาะสม

  • ใช้ตำแหน่งไมโครโฟนเดิมทุกครั้ง
  • รักษาระยะห่างระหว่างไมโครโฟนกับกลองให้เท่ากัน
  • ใช้ค่า Gain เดิม และระวังไม่ให้สัญญาณดังเกินจนเกิดเสียงแตกหรือ Clipping
  • ไม่เปลี่ยนการตั้งค่า EQ, Compression หรือ Reverb ระหว่างการทดลอง
  • พยายามตีด้วยน้ำหนักมือให้ใกล้เคียงกัน
  • ไม่เพิ่มหรือลด Damping ระหว่างการเปรียบเทียบ
  • ปรับความดังขณะเปิดฟังย้อนหลังให้ใกล้เคียงกัน เพื่อไม่ให้ความดังที่ต่างกันมีผลต่อการตัดสินเสียง


     หากต้องการแยกให้ออกว่าเสียงที่เปลี่ยนไปเกิดจากการจูนหรือแรงตีที่ไม่สม่ำเสมอ ควร ฝึกควบคุม Dynamics ด้วยการอัดเสียงตัวเอง เพื่อเช็คน้ำหนักมือและ Attack ก่อนนำเสียงที่บันทึกได้มาเปรียบเทียบ


     ผลจากการทดลองนี้ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับกลองชุดอื่น แม้จะใช้กลองที่มีขนาดเท่ากัน เพราะหนังกลอง วัสดุของ Shell และสภาพการติดตั้งอาจแตกต่างกัน


     เป้าหมายของการทดลองจึงไม่ใช่การหาสูตรที่ใช้ได้กับกลองทุกใบ แต่เป็นการเรียนรู้ว่ากลองของเราตอบสนองต่อการจูนแต่ละแบบอย่างไร และสามารถกลับไปใช้การตั้งค่าที่ให้เสียงตามต้องการได้หรือไม่


ใช้ความสัมพันธ์ของ Batter และ Resonant เพื่อเลือกคาแรคเตอร์เสียงกลองอย่างไร

     เมื่อทดลองจูนครบทั้งสามรูปแบบแล้ว ขั้นต่อไปคือเลือกการตั้งค่าที่เหมาะกับลักษณะเพลงและหน้าที่ของกลอง ไม่ใช่เลือกเฉพาะรูปแบบที่ให้ Sustain ยาวที่สุด


     เสียงกลองที่เหมาะกับการเล่นแบบหนึ่งอาจไม่เหมาะกับการเล่นอีกแบบหนึ่ง จึงควรพิจารณาว่าต้องการให้เสียงทอมมีลักษณะอย่างไรเมื่ออยู่ในเพลง


ต้องการเสียงทอมที่เปิดและกังวาน

     หากต้องการเสียงทอมที่มีเนื้อเสียงชัดและกังวานต่อเนื่อง อาจเริ่มจากการจูน Batter และ Resonant ให้มี Pitch ใกล้เคียงกันก่อน


     จากนั้นค่อย ๆ ปรับ Resonant ให้สูงขึ้นหรือต่ำลงเล็กน้อย แล้วฟังว่าความกังวานเปลี่ยนไปอย่างไร


     ควรสังเกตด้วยว่าเสียงที่กังวานนั้นยังมีระดับเสียงที่ฟังออกชัดเจนหรือไม่ และมี Overtone บางช่วงเด่นจนรบกวนเนื้อเสียงหลักหรือเปล่า


ต้องการให้เสียงทอมแต่ละครั้งแยกจากกันชัดเจน

     สำหรับการเล่นทอมต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว หรือการเล่น Drum Fill ที่ใช้ทอมหลายใบ Sustain ที่ยาวมากอาจทำให้เสียงจากการตีแต่ละครั้งทับซ้อนกันจนฟังไม่ชัด


     ในกรณีนี้ควรทดลองหาการจูนที่ทำให้เสียงค่อย ๆ จางลงในระยะเวลาที่เหมาะสม โดยยังรักษาความชัดของ Attack และเนื้อเสียงไว้


     ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเพิ่ม Damping เสมอไป เพราะบางครั้งการปรับ Pitch ของ Resonant ให้สัมพันธ์กับ Batter ก็ช่วยเปลี่ยนความยาวของเสียงได้แล้ว


     หากยังจำเป็นต้องใช้ Damping ก็ควรใช้เพียงเท่าที่ช่วยให้ได้เสียงตามต้องการ


ต้องการให้เสียงทอมเข้ากับเครื่องดนตรีอื่นในวง

     เสียงทอมที่ฟังแล้วรู้สึกดีเมื่อเล่นคนเดียว อาจไม่ได้เหมาะที่สุดเมื่อต้องเล่นร่วมกับมือเบส มือกีต้าร์ คีย์บอร์ด และนักร้อง


     ตัวอย่างเช่น ทอมที่มี Sustain ยาวและเนื้อเสียงต่ำเด่นชัด อาจทำให้ Drum Fill ฟังดูหนักแน่นและมีพลัง


     แต่สำหรับเพลงที่มีเครื่องดนตรีหลายชิ้นเล่นพร้อมกัน อาจต้องการเสียงทอมที่จางลงเร็วกว่าเดิมเล็กน้อย เพื่อให้เสียงจากการตีแต่ละครั้งไม่ทับซ้อนกันมากเกินไป


     จึงควรฟังทั้งตอนเล่นกลองเพียงอย่างเดียว และตอนเล่นร่วมกับเครื่องดนตรีอื่น

มือกลองเล่นทอมกับมือเบสและมือกีต้าร์ในห้องซ้อม โดยมีชุดกลองไม้สีน้ำตาลอยู่ด้านหน้า

เสียงทอมที่เหมาะกับการเล่นร่วมวงควรฟังชัดและมีความกังวานพอดี โดยไม่ทำให้เสียงกลองแต่ละครั้งทับซ้อนกับเครื่องดนตรีอื่นมากเกินไป


     หากเสียงทอมยาวเกินไป ให้ทดลองปรับความสัมพันธ์ของหนังกลองทั้งสองด้านก่อน แล้วจึงพิจารณาว่าจำเป็นต้องเพิ่ม Damping หรือไม่


จูนสำหรับห้องซ้อมกับการอัดเสียงควรฟังต่างกันอย่างไร

     ขณะซ้อม มือกลองมักได้ยินเสียงจากตำแหน่งเหนือกลอง และอาจมีเสียงเครื่องดนตรีอื่นดังอยู่พร้อมกัน


     แต่เมื่ออัดเสียง ไมโครโฟนอาจอยู่ใกล้ Batter Head หรือวางอยู่ในตำแหน่งที่รับเสียงต่างจากหูของผู้เล่น ทำให้ความชัดของ Attack เนื้อเสียง และ Overtone ที่บันทึกได้แตกต่างจากเสียงที่ได้ยินขณะนั่งตีกลอง


     ดังนั้น ควรประเมินเสียงจากตำแหน่งที่สอดคล้องกับการใช้งานจริง


     หากต้องการจูนเพื่ออัดเสียง ควรฟังจากไฟล์ที่บันทึกได้ร่วมด้วย ไม่ใช่ตัดสินจากเสียงที่ได้ยินขณะนั่งอยู่หลังกลองเพียงอย่างเดียว


     ในทางกลับกัน หากต้องเล่นสดโดยไม่มีไมโครโฟนรับเสียงทอม การออกไปฟังจากบริเวณผู้ชมจะช่วยให้ประเมินความชัดและลักษณะการส่งเสียงของกลองได้เหมาะสมกว่า


สรุป

     การจูนหนังกลองด้านตีและด้านล่างไม่ใช่การแบ่งหน้าที่ว่า Batter ควบคุม Pitch ส่วน Resonant ควบคุม Sustain อย่างแยกขาดจากกัน เพราะหนังกลองทั้งสองด้านสั่นสัมพันธ์กันผ่านอากาศภายในกระบอกกลอง และต่างก็มีผลต่อเสียงรวมที่ได้ยิน


     Batter Head มีบทบาทเด่นต่อ Attack และการตอบสนองของไม้กลอง ส่วน Resonant Head มีผลสำคัญต่อการสั่นร่วมกันและลักษณะของเสียงหลังการกระทบ แต่การปรับหนังกลองด้านใดด้านหนึ่งก็อาจเปลี่ยนทั้งระดับเสียง ความกังวาน และลักษณะที่เสียงค่อย ๆ จางลงได้


     การจูนอย่างเป็นระบบจึงควรเริ่มจากการทำให้ Pitch รอบ Lug ของหนังกลองแต่ละด้านสม่ำเสมอ จากนั้นทดลองจูนให้ทั้งสองด้านมีระดับเสียงใกล้เคียงกัน หรือให้ Resonant สูงกว่าและต่ำกว่า Batter แล้วเปรียบเทียบเสียงที่ได้จากการตีจริง


     เมื่อทดลองโดยควบคุมเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ใกล้เคียงกันและจดบันทึกผลไว้ มือกลองจะสามารถเลือกการจูนที่เหมาะกับเสียงทอมของตัวเองได้อย่างมีเหตุผล แทนการปรับความตึงแบบคาดเดา หรือยึดสูตรเดียวกับกลองทุกใบ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น