Pre-Delay Reverb คืออะไร หากอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด คือช่วงเวลาตั้งแต่เสียงต้นทางเริ่มดัง จนถึงจุดที่ Reverb เริ่มตามเข้ามา ช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ช่วยให้เราได้ยินหัวเสียง คำร้อง หรือ Pick Attack ได้ชัดเจนขึ้น ก่อนที่ Reverb จะเข้ามาเพิ่มมิติให้กับเสียง โดยไม่ได้ทำให้ Dry Signal เริ่มช้าลง และไม่ได้ลดปริมาณ Reverb โดยตรง
Reverb ช่วยให้เสียงร้องหรือกีต้าร์มีมิติ และทำให้เรารับรู้ถึงพื้นที่รอบเสียงได้มากขึ้น แต่ถ้า Reverb เข้ามาเร็วและชิดกับเสียงต้นทางมากเกินไป รายละเอียดอย่างพยัญชนะต้นคำ Pick Attack หรือหัวโน้ตอาจฟังไม่ชัด ในทางกลับกัน ถ้า Reverb ตามหลังช้าเกินไป ก็อาจฟังเหมือนเป็นเสียงอีกชั้นหนึ่งที่แยกออกจากเสียงต้นทาง หรือไปทับกับคำและโน้ตถัดไปได้
ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การจำว่าต้องตั้งกี่ ms แต่คือการฟังว่าเสียงต้นทาง Reverb และเสียงที่เกิดขึ้นถัดไปสัมพันธ์กันอย่างไร
เสียงต้นทางเริ่ม
→ เว้นช่วงด้วย Pre-Delay
→ Reverb เริ่มตามเข้ามา
→ หางเสียงค่อย ๆ ดำเนินต่อ
→ คำหรือโน้ตถัดไปเกิดขึ้น
→ ฟังความชัดและมิติของเสียง
→ ตัดสินใจให้เหมาะกับเพลง
Pre-Delay Reverb คืออะไร และมีผลต่อช่วงใดของเสียง
Pre-Delay คือช่วงเวลาตั้งแต่เสียงต้นทางเริ่มขึ้น จนถึงจุดที่ Reverb เริ่มตอบสนองตามการทำงานของระบบ Reverb นั้น
ลองนึกเป็นเส้นเวลาง่าย ๆ
เสียงต้นทาง
| ATTACK |
PRE-DELAY
|------|
REVERB
|////////////////////|
ช่วงเวลาสั้น ๆ หลังเสียงต้นทางเริ่มและก่อน Reverb ตามเข้ามา คือพื้นที่ที่ช่วยให้หัวเสียงหรือพยางค์ต้นคำฟังชัดขึ้น
สิ่งสำคัญคือเสียงต้นทางยังเริ่มขึ้นในตำแหน่งเดิม พยัญชนะของเสียงร้อง Pick Attack ของกีต้าร์ หรือ Transient ของเสียงไม่ได้ถูก Pre-Delay เลื่อนออกไป สิ่งที่เปลี่ยนคือช่วงเวลาที่ Reverb เริ่มตามเข้ามาหลังจากเสียงต้นทางเริ่มแล้ว
คำว่า “เว้นช่องก่อนหาง Reverb” ช่วยให้เห็นภาพได้ง่าย แต่ในทางเทคนิคไม่ควรเข้าใจว่าเสียงต้นทางดังขึ้นก่อน จากนั้นเงียบสนิท แล้วหาง Reverb จึงปรากฏขึ้นทันที เพราะ Reverb บางระบบมีทั้ง Early Reflections หรือเสียงสะท้อนช่วงต้น Diffusion หรือการกระจายตัวของเสียง และช่วง Decay หรือหางเสียง โดย Plugin หรือระบบ Reverb แต่ละแบบอาจจัดการองค์ประกอบเหล่านี้ต่างกัน
ดังนั้น วิธีเข้าใจ Pre-Delay ที่แม่นยำกว่าคือ มองว่าเป็นตัวกำหนดว่า Reverb จะเริ่มตามหลังเสียงต้นทางเมื่อใด
Pre-Delay Reverb คืออะไร และแตกต่างจาก Decay และ Mix อย่างไร
สิ่งที่มือใหม่มักสับสนคือการมอง Pre-Delay, Decay และ Mix ว่าเป็นค่าที่ใช้เพิ่มหรือลด Reverb เหมือนกัน ทั้งที่จริงแล้วแต่ละค่าควบคุมเสียงคนละด้าน
| Parameter | หน้าที่หลัก | สิ่งที่ควรฟัง |
|---|---|---|
| Pre-Delay | กำหนดว่า Reverb จะเริ่มตามหลังเสียงต้นทางเมื่อใด | ความชัดของหัวเสียงและระยะห่างจาก Reverb |
| Decay | กำหนดว่า Reverb จะใช้เวลาสลายตัวนานเพียงใด | ความยาวของหางเสียงและการทับ Phrase ถัดไป |
| Mix / Send | กำหนดปริมาณ Reverb ที่เราได้ยิน | สมดุลระหว่างเสียงต้นทางกับ Reverb |
| Early Reflections | ให้ข้อมูลช่วงต้นที่ช่วยให้เรารับรู้ลักษณะของพื้นที่ | ความรู้สึกถึงขนาดและระยะของพื้นที่ |
| Tone / EQ | เปลี่ยนสมดุลย่านความถี่ของ Reverb | ความสว่าง ความทึบ และความขุ่นของเสียง |
ถ้าจะจำแบบง่าย ๆ Pre-Delay ตอบคำถามว่า “Reverb จะเริ่มเมื่อไร”
Decay ตอบว่า “เมื่อ Reverb เริ่มแล้ว หางเสียงจะอยู่นานแค่ไหน”
ส่วน Mix หรือ Send ตอบว่า “เราจะได้ยิน Reverb มากน้อยเพียงใด”
ตัวอย่างเช่น การใช้ Pre-Delay สั้นร่วมกับ Decay ยาว จะให้ความรู้สึกต่างจากการใช้ Pre-Delay ยาวร่วมกับ Decay สั้น แม้ในบางกรณีระยะเวลารวมที่เราได้ยิน Reverb อาจใกล้เคียงกันก็ตาม
ถ้ายังไม่คุ้นกับความหมายของ Send, Return, Insert หรือ Wet/Dry สามารถอ่านเรื่อง ศัพท์โปรแกรมทำเพลงที่ควรรู้ เพื่อทำความเข้าใจเส้นทางสัญญาณก่อน แล้วจึงกลับมาดูหน้าที่ของ Pre-Delay จะช่วยให้แยกสองเรื่องนี้ออกจากกันได้ง่ายขึ้น
Pre-Delay Reverb คืออะไร และเหตุใดจึงช่วยให้เสียงต้นทางชัดขึ้น
หัวใจสำคัญอยู่ที่การแยกเสียงต้นทางกับ Reverb ออกจากกันในเรื่องของเวลา หรือที่เรียกว่า Temporal Separation
ถ้าหัวเสียงกับ Reverb เข้ามาใกล้กันมากเกินไป หูจะได้รับทั้งรายละเอียดของเสียงต้นทางและเสียงสะท้อนเกือบพร้อมกัน ความชัดเจนของช่วงเริ่มต้นจึงอาจลดลง โดยเฉพาะเสียงที่ต้องอาศัยรายละเอียดของ Attack เช่น คำร้อง กีต้าร์ Clean หรือ Arpeggio
เมื่อเพิ่ม Pre-Delay อย่างพอเหมาะ หูจะได้ยินเสียงต้นทางก่อนเล็กน้อย แล้ว Reverb จึงค่อยตามเข้ามาเพิ่มมิติ
เสียงต้นทาง
→ เว้นช่วงเล็กน้อย
→ Reverb ตามเข้ามา
นี่คือเหตุผลที่บางครั้งเสียงร้องหรือกีต้าร์ฟังชัดขึ้นได้โดยไม่ต้องลดปริมาณ Reverb ลงเลย หางเสียงยังคงอยู่ และความรู้สึกถึงพื้นที่ก็ยังคงอยู่เช่นเดิม เพียงแต่ Reverb ไม่ได้เข้ามาทับหัวเสียงเร็วเกินไป
แนวคิดนี้สอดคล้องกับ คำอธิบายเรื่อง Reverb Pre-Delay ของ iZotope ซึ่งอธิบายว่าการเว้นช่วงก่อน Reverb เริ่มเข้ามาสามารถช่วยรักษาความชัดของช่วงเริ่มต้นของเสียงได้
อย่างไรก็ตาม การเพิ่ม Pre-Delay มากขึ้นไม่ได้หมายความว่าเสียงจะดีขึ้นเสมอ หากเว้นช่วงมากเกินไป Reverb อาจเริ่มฟังเหมือนเป็นเสียงอีกชั้นหนึ่งที่ตามหลัง แทนที่จะรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เดียวกับเสียงต้นทาง
Pre-Delay Reverb คืออะไร และมีผลต่อเสียงร้องอย่างไร
วิธีทดลองที่ทำให้ได้ยินความแตกต่างได้ง่าย คือใช้ Phrase ของเสียงร้องเดิม ตั้ง Reverb Type, Decay, Mix, Tone และ Output ไว้เหมือนเดิม แล้วเปลี่ยนเฉพาะ Pre-Delay
ควรรักษาระดับความดังของแต่ละรอบให้ใกล้เคียงกัน เพราะเสียงที่ดังกว่ามักทำให้เรารู้สึกว่าดีกว่าได้ง่าย ทั้งที่สิ่งที่ต้องการเปรียบเทียบจริง ๆ คือจังหวะเวลาที่ Reverb เริ่มตามเข้ามา
ฟังความต่างระหว่าง Pre-Delay สั้นกับค่าที่พอเหมาะ
เมื่อ Pre-Delay อยู่ที่ 0 หรือสั้นมาก
ให้ฟังพยัญชนะต้นคำและพยางค์แรกว่า Reverb เข้ามาแนบกับเสียงร้องเร็วเพียงใด
ถ้าคำร้องเริ่มฟังพร่า ก็ยังไม่ควรสรุปว่า 0 ms เป็นค่าที่ผิด เพราะบางเพลงอาจต้องการให้เสียงร้องกลืนเข้ากับบรรยากาศตั้งแต่เริ่มต้น
คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ “ค่านี้ถูกหรือผิด” แต่คือ “ลักษณะเสียงแบบนี้เหมาะกับเพลงนี้หรือไม่”
เมื่อ Pre-Delay แยกเสียงร้องออกจาก Reverb ได้พอเหมาะ
เมื่อเพิ่ม Pre-Delay ขึ้นเล็กน้อย เราจะได้ยินเสียงร้องที่ยังไม่รวมกับ Reverb ก่อน แล้ว Reverb จึงค่อยตามเข้ามา
ให้ลองฟังสามอย่าง
- คำร้องชัดขึ้นหรือไม่
- Reverb ยังฟังต่อเนื่องกับเสียงร้องหรือไม่
- เสียงร้องยังให้ความรู้สึกว่าอยู่ในพื้นที่เดียวกับ Reverb หรือเริ่มแยกออกจากกันมากเกินไป
ถ้าถ้อยคำฟังชัดขึ้น แต่ Reverb ยังคงต่อเนื่องและไม่แยกออกจากเสียงร้องจนเกินไป จุดนั้นอาจเป็นค่าที่เหมาะกับบริบทของเพลง
เมื่อ Pre-Delay ยาวเกินไป
ถ้า Pre-Delay ยาวเกินไป เราอาจเริ่มได้ยิน Reverb เป็นเสียงที่ตามหลังคำร้องอย่างชัดเจน
เมื่อคำถัดไปเข้ามา Reverb จากคำก่อนอาจเพิ่งเริ่มแผ่ออก จนไปทับรายละเอียดของคำใหม่
นี่คือเหตุผลที่เวลาเช็ค Pre-Delay ไม่ควรฟังเฉพาะคำแรก แต่ควรฟังทั้ง Phrase ว่าเสียงจากคำก่อนและคำถัดไปต่อเนื่องกันอย่างไร
Pre-Delay Reverb คืออะไร และมีผลต่อกีต้าร์อย่างไร
กีต้าร์ Clean เหมาะสำหรับใช้ทดลอง Pre-Delay เพราะ Pick Attack และหัวโน้ตมักแยกออกจาก Reverb ได้ค่อนข้างชัด
เวลาทดลองควรใช้ Phrase เดิม ปิ๊กอัพเดิม แอมป์หรือ Amp Simulation เดิม และ Reverb เดิม แล้วเปลี่ยนเฉพาะ Pre-Delay เพื่อให้แน่ใจว่าความแตกต่างที่ได้ยินเกิดจากค่าที่กำลังทดสอบจริง ๆ
กีต้าร์ Clean ทำให้ฟัง Pick Attack และหัวคอร์ดได้ง่าย จึงเหมาะสำหรับทดลองว่าควรเว้นช่วงก่อน Reverb มากเพียงใด
Clean Chord — ฟังหัวคอร์ดก่อนที่ Reverb จะแผ่ออก
ลองตีคอร์ดหนึ่งครั้ง แล้วตั้งใจฟังช่วงเริ่มต้นของเสียง
ATTACK
→ SUSTAIN
→ REVERB
ถ้า Reverb เข้ามาชิดมาก คอร์ดอาจฟังนุ่มและกลืนเข้ากับบรรยากาศได้ดี แต่รายละเอียดของการดีดอาจลดลง
เมื่อเพิ่ม Pre-Delay เล็กน้อย เราอาจได้ยินหัวคอร์ดชัดขึ้นก่อนที่ Reverb จะค่อย ๆ แผ่ออกตามหลัง
เป้าหมายจึงไม่ใช่การทำให้คอร์ดแห้งที่สุด แต่คือการหาสมดุลว่าต้องการให้หัวคอร์ดชัดเพียงใด โดยยังคงมิติของ Reverb ไว้
Arpeggio — ฟังการแยกของโน้ตและโน้ตถัดไป
Arpeggio เหมาะมากสำหรับใช้ฟังว่าหางเสียงจากโน้ตก่อนกำลังรบกวนโน้ตถัดไปหรือไม่
เมื่อเล่นโน้ตต่อเนื่อง Reverb ของโน้ตก่อนยังคงดังอยู่ขณะที่โน้ตใหม่เริ่มขึ้น หาก Pre-Delay และ Decay ไม่สัมพันธ์กับความถี่ของโน้ตใน Phrase เสียงแต่ละตัวอาจซ้อนกันมากขึ้นจนฟังแยกได้ยาก
ดังนั้น อย่าฟังเพียงโน้ตแรก แต่ควรฟังทั้ง Phrase
NOTE 1
→ PRE-DELAY
→ REVERB
→ NOTE 2
→ NOTE 3
สิ่งที่ควรเช็คคือ เมื่อโน้ตใหม่เข้ามา เรายังได้ยินหัวโน้ตนั้นชัดอยู่หรือไม่
Rhythm Guitar และ Lead Guitar — ฟังจังหวะและความชัดของหัวโน้ต
Rhythm Guitar ให้สังเกตว่า Reverb เริ่มเข้ามาตรงไหนเมื่อเทียบกับ Pulse หรือจังหวะหลักของเพลง
ถ้า Reverb จากการตีครั้งก่อนเข้ามาใกล้ Attack ครั้งถัดไปมากเกินไป จังหวะกีต้าร์อาจฟังไม่กระชับเหมือนเดิม แม้ Reverb จะฟังสวยตอนฟัง Track กีต้าร์เพียงอย่างเดียวก็ตาม
จึงควรตัดสินจากเสียงกีต้าร์ขณะเล่นร่วมกับเครื่องดนตรีอื่นในเพลง ไม่ใช่จากการฟังเสียงกีต้าร์เดี่ยวเพียงอย่างเดียว
Lead Guitar ที่ต้องการให้หัวโน้ตแต่ละตัวชัด อาจได้ประโยชน์จากการเว้นช่วงก่อน Reverb มากขึ้นเล็กน้อย แต่ Lead แบบ Ambient หรือแนวที่ต้องการให้โน้ตกลืนเข้ากับบรรยากาศตั้งแต่เริ่มต้น อาจเหมาะกับ Pre-Delay ที่สั้นกว่า
ดังนั้น จึงไม่มีค่า Pre-Delay ค่าเดียวที่เหมาะกับ Lead Guitar ทุกลักษณะ
0 ms, Pre-Delay สั้น และ Pre-Delay ยาวฟังต่างกันอย่างไร
แทนที่จะจำว่าช่วงใดต้องใช้กี่ ms ลองแบ่งตามสิ่งที่ได้ยินจริง เพราะจะนำไปใช้กับเพลงแต่ละแบบได้ง่ายกว่า
| ช่วงการฟัง | สิ่งที่ได้ยิน | สิ่งที่ควรเช็ค |
|---|---|---|
| สั้นมาก | Reverb เข้ามาชิดกับเสียงต้นทาง | หัวเสียงหรือคำร้องถูกกลบหรือไม่ |
| พอเหมาะ | เสียงต้นทางฟังชัดก่อน แล้ว Reverb ตามมา | เสียงยังเชื่อมกันอย่างเป็นธรรมชาติหรือไม่ |
| ยาว | Reverb แยกออกจากเสียงต้นทางชัดขึ้น | Reverb ไปทับคำหรือโน้ตถัดไปหรือไม่ |
วิธีคิดที่มีประโยชน์กว่าการจำตัวเลข คือแบ่งออกเป็นสามลักษณะ
สั้นเกินไปสำหรับบริบทนี้
Reverb เข้ามาชิดกับเสียงต้นทางมากจน Attack หรือความชัดของคำร้องลดลง
พอดีสำหรับบริบทนี้
เสียงต้นทางฟังได้ชัด ขณะที่ Reverb ยังคงเชื่อมต่อกับเสียงต้นทางและช่วยเพิ่มมิติได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ยาวเกินไปสำหรับบริบทนี้
Reverb เริ่มแยกออกจากเสียงต้นทาง หรือไปทับคำและโน้ตถัดไป
คำว่า “สำหรับบริบทนี้” สำคัญมาก เพราะไม่มีค่า Pre-Delay ค่าเดียวที่ถูกหรือผิดสำหรับทุกเพลง
Pre-Delay Reverb คืออะไร และทำไมค่าเดียวกันจึงให้ผลต่างกันตาม Tempo และความหนาแน่นของ Phrase
ผลของ Pre-Delay ไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าที่ตั้งเพียงอย่างเดียว แต่ยังสัมพันธ์กับเสียงต้นทาง ช่วงเวลา Reverb และคำหรือโน้ตที่กำลังจะเกิดขึ้นถัดไปด้วย
เสียงต้นทาง
+ เวลา
+ Reverb
+ คำหรือโน้ตถัดไป
Phrase ที่มีโน้ตยาวและเว้นช่องมาก มักเปิดพื้นที่ให้ Reverb ตามเข้ามาได้ง่ายกว่า Phrase ที่มีคำหรือโน้ตต่อเนื่องกันถี่ ๆ
ดังนั้น Pre-Delay ค่าเดียวกันอาจทำให้เสียงฟังโปร่งและชัดในเพลงหนึ่ง แต่กลับทำให้ Reverb ไปทับกับ Attack ถัดไปในอีกเพลงหนึ่ง
เมื่อดู Timeline ร่วมกับจังหวะของเพลง จะเห็นได้ง่ายขึ้นว่า Reverb จากเสียงหนึ่งอาจเข้าใกล้ Attack ของเสียงถัดไปมากเพียงใด
Tempo ใช้เป็นจุดอ้างอิง ไม่ใช่สูตรตายตัว
Tempo ช่วยให้เราเห็นว่าช่วงเวลาในหน่วย ms มีความสัมพันธ์กับจังหวะของเพลงอย่างไร
เราสามารถคำนวณความยาวของ Quarter Note โดยประมาณได้จาก
60,000 ÷ BPM = ความยาว Quarter Note ในหน่วย ms
จากนั้นจึงแบ่งค่าลงอีกเพื่อใช้เป็นจุดอ้างอิงในการฟังได้
ตัวอย่างการนำแนวคิดนี้ไปใช้จริงพบได้ใน คู่มือ FabFilter Pro-R 2 ซึ่งมีระบบ Predelay Sync สำหรับเชื่อมช่วงเวลาของ Predelay เข้ากับจังหวะของโปรเจกต์ แต่การเลือกค่าที่เหมาะสมยังต้องฟังร่วมกับเสียงต้นทางและบริบทของเพลง
อย่างไรก็ตาม สูตรนี้ไม่ได้หมายความว่าเพลงที่มี BPM เท่ากันต้องใช้ Pre-Delay เท่ากัน เพราะความหนาแน่นของ Phrase, Decay, Arrangement และคาแรคเตอร์ของ Reverb ล้วนมีผลต่อสิ่งที่เราได้ยิน
จึงไม่ควรใช้กฎตายตัวว่าเพลงช้าต้องใช้ Pre-Delay มาก หรือเพลงเร็วต้องใช้ Pre-Delay น้อย
Phrase ที่เล่นถี่ทำให้ช่วงที่ Reverb เริ่มตามมาอยู่ใกล้เสียงถัดไปมากขึ้น
ลองเปรียบเทียบ Phrase สองแบบ
Phrase แรกเล่นโน้ตยาวและเว้นช่องกว้าง Reverb จึงมีพื้นที่ตามเข้ามาโดยไม่รบกวนเสียงใหม่มากนัก
ส่วน Phrase ที่สองมีโน้ตหรือคำร้องต่อกันถี่กว่า แม้ใช้ Pre-Delay เท่าเดิม แต่ช่วงที่ Reverb เริ่มตามเข้ามาอาจอยู่ใกล้กับ Attack ถัดไปมากกว่า
เพราะเหตุนี้ จึงควรฟังความหนาแน่นของ Phrase ร่วมกับ Pre-Delay เสมอ
อย่าฟังเฉพาะหางเสียง ให้ฟังตอนคำหรือโน้ตถัดไปเข้ามาด้วย
หลังปรับ Pre-Delay อย่าหยุดฟังทันทีเมื่อได้ยิน Reverb ของเสียงแรก
ให้รอจนคำหรือโน้ตถัดไปเข้ามา แล้วเช็คว่า
- Reverb จากเสียงก่อนกำลังทับหัวเสียงใหม่หรือไม่
- Phrase ยังฟังเป็นลำดับชัดเจนหรือเริ่มพร่า
- หางเสียงเดิมยังค้างอยู่อย่างหนาแน่นหรือไม่
- Reverb เริ่มรบกวนความชัดของจังหวะหรือไม่
วิธีนี้ช่วยให้เราตัดสิน Pre-Delay จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในเพลง แทนที่จะดูเพียงตัวเลขบน Plugin
Pre-Delay มากเกินไปฟังเป็นอย่างไร
เมื่อเว้นช่วงระหว่างเสียงต้นทางกับ Reverb มากเกินไป Reverb อาจเริ่มฟังแยกออกจากเสียงต้นทางอย่างชัดเจน
ในบางกรณีอาจให้ความรู้สึกคล้ายมีเสียงสะท้อนตามหลัง แม้สิ่งที่ใช้อยู่จะยังเป็น Reverb ไม่ใช่ Delay
อีกอาการหนึ่งคือเสียงต้นทางฟังเด่นอยู่ด้านหน้า ขณะที่ Reverb เหมือนลอยแยกออกไปอีกชั้น จนไม่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เดียวกัน
เสียงแบบนี้ไม่ได้ผิดเสมอไป เพราะบางเพลงอาจตั้งใจใช้ลักษณะดังกล่าวเพื่อสร้างบรรยากาศเฉพาะ แต่ถ้าเป้าหมายคือให้ Reverb สร้างพื้นที่รอบเสียงต้นทางอย่างเป็นธรรมชาติ ก็ควรเช็คว่า Pre-Delay ยาวเกินไปหรือไม่
และไม่ควรใช้สูตรตายตัวว่า Pre-Delay มาก = เสียงอยู่ใกล้ หรือ Pre-Delay น้อย = เสียงอยู่ไกล เพราะความรู้สึกเรื่องระยะและความลึกยังขึ้นอยู่กับสัดส่วนระหว่างเสียงต้นทางกับ Reverb, Early Reflections, ระดับความดัง, Decay, EQ และ Arrangement ร่วมกัน
เมื่อ Reverb ขุ่น ควรแก้ Pre-Delay, Decay หรือ Mix
Pre-Delay ไม่ใช่ค่าที่ใช้แก้ปัญหา Reverb ได้ทุกอย่าง สิ่งสำคัญคือต้องแยกให้ออกก่อนว่าปัญหาที่ได้ยินเกิดจากอะไร
| อาการ | สิ่งที่ควรเช็คก่อน |
|---|---|
| หัวเสียงหรือพยางค์ต้นคำถูกกลบ | Pre-Delay และ Mix |
| หางเสียงยาวไปทับ Phrase ถัดไป | Decay |
| เสียงต้นทางจมอยู่ใน Reverb ตลอด | Mix / Send |
| Reverb ฟังแยกออกจากเสียงต้นทางมากเกินไป | Pre-Delay |
| Reverb ขุ่นหรืออู้ | Decay, Tone/EQ และ Arrangement |
| จังหวะเริ่มฟังไม่ชัด | Pre-Delay, Decay และความหนาแน่นของ Phrase |
ถ้าปัญหาเกิดจากความขุ่นของย่านเสียงจริง การขยับ Pre-Delay เพียงอย่างเดียวอาจไม่แก้ต้นเหตุ ควรแยกให้ออกก่อนว่าปัญหาเกิดจากช่วงเวลาของ Reverb หรือเกิดจากสมดุลของย่านความถี่
ถ้าฟังแล้วพบว่าปัญหาเกิดจากสมดุลของย่านความถี่มากกว่าเรื่องเวลา สามารถต่อยอดจากเรื่อง EQ มิกซ์เพลง เพื่อแยกให้ออกว่าความขุ่นควรแก้ด้วย EQ, Arrangement หรือวิธีอื่นแทนการเพิ่ม Pre-Delay
วิธีเปรียบเทียบ A/B และตั้ง Pre-Delay จากศูนย์ด้วยหู
การทดลองจะฟังความแตกต่างได้ชัดขึ้นเมื่อเราคงค่าตัวแปรอื่นไว้ก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่ได้ยินเปลี่ยนไปเพราะ Pre-Delay จริง ๆ
ใช้ Reverb Type เดิม ตั้ง Decay, Mix หรือ Send, Tone, Modulation และ Output ไว้เหมือนเดิม แล้วเปลี่ยนเฉพาะ Pre-Delay
พยายามรักษาความดังโดยรวมของแต่ละรอบให้ใกล้เคียงกัน เพราะถ้ารอบหนึ่งดังกว่า เราอาจเผลอรู้สึกว่ารอบนั้นดีกว่า ทั้งที่สิ่งที่ต้องการเปรียบเทียบจริง ๆ คือจังหวะเวลาที่ Reverb เริ่มตามเข้ามา
จากนั้นทดลองตามลำดับนี้
- เลือก Reverb แบบเดิมไว้ก่อน
- คงค่า Decay ไว้
- คงค่า Mix หรือ Send ไว้
- เริ่ม Pre-Delay จากค่าต่ำ
- ฟังหัวเสียงของ Dry Signal หรือพยางค์ต้นคำ
- เพิ่ม Pre-Delay ทีละน้อย
- หาจุดที่เริ่มได้ยินเสียงต้นทางแยกจาก Reverb ชัดขึ้น
- ฟังคำ โน้ต หรือ Attack ถัดไป
- เช็คว่าการแยกนี้ช่วยให้เสียงชัดขึ้น หรือทำให้ Reverb แยกออกจากเสียงต้นทางมากเกินไป
- สลับฟังค่าต่ำ ค่ากลาง และค่าที่ยาวขึ้นเพื่อเปรียบเทียบ
- กลับมาฟังพร้อมเครื่องดนตรีอื่นใน Mix
- หลังจากเลือก Pre-Delay แล้ว จึงค่อยกลับไปปรับ Decay หรือ Mix หากยังจำเป็น
การเปรียบเทียบ A/B ควรรักษาความดังและค่าตัวแปรอื่นให้ใกล้เคียงกัน เพื่อให้ตัดสินผลของ Pre-Delay จากการฟังได้แม่นยำขึ้น
ถ้ายังไม่แน่ใจว่า Reverb ควรอยู่ตรงไหนในภาพรวมของการทำงาน สามารถอ่าน ขั้นตอนการมิกซ์เพลงสำหรับมือใหม่ เพื่อเห็นลำดับตั้งแต่การจัดระดับเสียงไปจนถึงการเลือก EQ, Compressor, Reverb และเครื่องมืออื่นตามปัญหาที่ต้องการแก้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาใช้ Pre-Delay
ข้อผิดพลาดแรกคือคิดว่า Pre-Delay กับ Decay เป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งที่ Pre-Delay กำหนดว่า Reverb จะเริ่มเมื่อใด ส่วน Decay กำหนดว่าหลังจากเริ่มแล้ว Reverb จะค่อย ๆ สลายตัวนานเพียงใด
อีกข้อคือคิดว่าการเพิ่ม Pre-Delay เท่ากับการลด Reverb ทั้งที่ Mix หรือ Send อาจยังคงอยู่ที่ระดับเดิม
บางคนเข้าใจว่า Pre-Delay ทำให้เสียงร้องหรือกีต้าร์เริ่มช้าลง ทั้งที่ Dry Signal ยังคงเริ่มในตำแหน่งเดิม
การจำค่า ms จาก Preset แล้วนำไปใช้กับทุกเสียงก็อาจสร้างปัญหาได้ เพราะ Phrase ของเสียงร้องที่เว้นช่องกว้างกับ Arpeggio ที่เล่นโน้ตถี่ มีระยะห่างระหว่างเสียงไม่เท่ากัน
การตั้งตาม BPM แบบสูตรตายตัวก็มีข้อจำกัดเช่นกัน Tempo ใช้เป็นจุดอ้างอิงได้ แต่ไม่ได้บอกว่า Phrase มีคำหรือโน้ตหนาแน่นเพียงใด หรือ Reverb ที่ใช้อยู่ตอบสนองกับเสียงต้นทางอย่างไร
อีกข้อผิดพลาดคือพยายามเพิ่ม Pre-Delay ทุกครั้งที่ Reverb ฟังขุ่น ทั้งที่ต้นเหตุอาจมาจาก Decay ที่ยาวเกินไป Mix ที่มากเกินไป Tone ของ Reverb หรือ Arrangement ที่มีเสียงหลายส่วนซ้อนกันอยู่แล้ว
สุดท้ายคือการตั้ง Reverb ขณะฟัง Track เดี่ยวจนได้เสียงที่ชอบ แต่ไม่กลับไปฟังใน Mix จริง เมื่อเครื่องดนตรีอื่นเข้ามา Reverb ที่เคยฟังดีอาจไปทับกับจังหวะหรือ Phrase ของ Track อื่นได้
ตั้ง Pre-Delay จากความสัมพันธ์ของเสียงต้นทาง Reverb และจังหวะเพลง
หลักสำคัญของ Pre-Delay คือการฟังความสัมพันธ์ของเวลา ไม่ใช่การจำตัวเลข
เสียงต้นทางเริ่ม
→ เว้นช่วง
→ Reverb เริ่มตามเข้ามา
→ หางเสียงดำเนินต่อ
→ คำหรือโน้ตถัดไปเกิดขึ้น
→ ประเมินความชัดและความลึก
→ ตัดสินใจตามบริบทของเพลง
ค่าที่เหมาะกับบริบทหนึ่งไม่จำเป็นต้องเหมาะกับอีกบริบทหนึ่ง ค่าเดียวกันอาจช่วยให้เสียงร้องชัดขึ้น แต่กลับรบกวน Arpeggio ที่เล่นถี่ หรืออาจเหมาะกับ Phrase ที่เว้นช่องกว้าง แต่เข้าใกล้โน้ตถัดไปมากเกินไปเมื่อ Arrangement มีเสียงหลายส่วนซ้อนกันมากขึ้น
เวลาตั้งค่า ให้ฟังว่าเสียงต้นทางได้ยินชัดก่อนหรือไม่ Reverb ยังเชื่อมกับเสียงนั้นอย่างเป็นธรรมชาติหรือไม่ และเมื่อคำหรือโน้ตถัดไปเข้ามา หางเสียงจากก่อนหน้ากำลังช่วยเพิ่มมิติ หรือกำลังรบกวนรายละเอียดของเสียงใหม่
เมื่อเข้าใจหน้าที่ของ Pre-Delay แล้ว สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การจำว่าเสียงร้องหรือกีต้าร์ต้องใช้กี่ ms แต่คือการหาจุดที่เสียงต้นทาง Reverb และจังหวะของเพลงทำงานร่วมกันได้อย่างพอดี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น