เขียน Pre-Chorus ให้มีพลัง ไม่ได้หมายถึงการเพิ่มท่อนใหม่เพื่อทำให้เพลงยาวขึ้น แต่คือการสร้างแรงส่งระหว่าง Verse กับ Chorus เพื่อให้ท่อน Hook เข้ามาอย่างมีน้ำหนักและน่าจดจำมากขึ้น หากเพลงของคุณเปลี่ยนจาก Verse ไป Chorus แล้วฟังห้วนเกินไป หรือท่อน Hook ยังไม่เด่น ทั้งที่ทำนองและคอร์ดไม่ได้อ่อน ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ Hook โดยตรง แต่อยู่ที่ท่อนก่อน Hook ยังพาอารมณ์ไปไม่ถึงจุดที่ควรเป็น
ในบทนี้ คุณจะได้เข้าใจหน้าที่ของ Pre-Chorus ว่าควรพาเพลงไปทางใด และควรใช้คอร์ด จังหวะ ทำนอง คำร้อง รวมถึงการเรียบเรียงเพลงอย่างไร เพื่อค่อย ๆ ยกระดับอารมณ์ของผู้ฟังก่อนเข้าสู่ท่อน Hook พร้อมตัวอย่างที่นำไปทดลองกับเพลงของตัวเองได้ทันที
เขียน Pre-Chorus ให้ทำหน้าที่สร้างแรงส่ง ไม่ใช่แค่ท่อนคั่น
หลายคนมองว่า Pre-Chorus เป็นเพียงท่อนสั้น ๆ ที่อยู่ก่อน Chorus แต่ในการแต่งเพลงจริง ท่อนนี้มีหน้าที่สำคัญมาก เพราะช่วยพาอารมณ์จากช่วงเล่าเรื่องไปสู่ช่วงที่เพลงเปิดพลังมากที่สุด
ในมุมของการแต่งเพลงสากล Berklee Online อธิบายว่า Hook มักทำงานร่วมกันทั้งทำนองและเนื้อร้อง ดังนั้น Pre-Chorus จึงควรช่วยเตรียมอารมณ์ให้ Hook เข้ามาได้เด่นขึ้น ไม่ใช่แย่งหน้าที่ของ Hook ไปก่อน
หากมองจากโครงสร้างเพลง Verse มักทำหน้าที่เล่าเรื่อง ปูสถานการณ์ หรือค่อย ๆ เปิดความรู้สึก ส่วน Chorus คือท่อนที่ผู้ฟังควรจำได้มากที่สุด ดังนั้น Pre-Chorus จึงเป็นสะพานที่ทำให้การเปลี่ยนจากเรื่องเล่าไปสู่ท่อน Hook ฟังลื่นขึ้นและมีแรงมากขึ้น
ถ้ายังไม่มั่นใจว่า Verse, Pre-Chorus, Chorus และ Bridge ควรทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร ควรทบทวนเรื่อง โครงสร้างเพลง ก่อน เพราะจะช่วยให้มองบทบาทของแต่ละท่อนได้ชัดขึ้น
ไม่ใช่ทุกเพลงที่จำเป็นต้องมี Pre-Chorus แต่ถ้าคุณรู้สึกว่า Chorus ยังมาไม่สุด การเพิ่มท่อนก่อน Hook อาจช่วยได้มากกว่าการแก้ทำนอง Hook ซ้ำไปซ้ำมา เพราะบางครั้ง Hook ไม่ได้อ่อน เพียงแต่เพลงยังปูอารมณ์ไปไม่ถึงจุดที่ Hook ควรเข้ามา
สัญญาณว่าเพลงของคุณควรมี Pre-Chorus
ลองสังเกตจากอาการเหล่านี้
- Verse จบแล้วเข้าท่อน Hook ทันทีจนรู้สึกกระโดด
- ท่อน Hook ฟังดี แต่ยังไม่สร้างความตื่นเต้น
- เนื้อร้องยังปูอารมณ์ก่อนเข้า Hook ได้ไม่พอ
- ต้องการให้ Verse กับ Chorus แตกต่างกันชัดขึ้น
- อยากให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเพลงกำลังพาไปสู่จุดสำคัญ
ถ้าเพลงของคุณมีอาการเหล่านี้ การเพิ่มท่อนก่อน Hook อาจช่วยให้เพลงไหลดีขึ้น เพราะท่อนนี้ไม่ได้มีไว้คั่นเวลา แต่มีไว้ควบคุมระดับอารมณ์ก่อนถึงท่อนที่คนฟังควรจดจำ
ใช้ Harmony เพื่อเพิ่มแรงดึงเข้าสู่ Chorus
คอร์ดใน Pre-Chorus มักทำหน้าที่สร้างความรู้สึกค้าง รอ หรือทำให้ผู้ฟังอยากได้ยินการคลี่คลาย ก่อนที่เพลงจะปล่อยพลังใน Chorus
ตัวอย่างในคีย์ C Major
Verse
C
Am
F
G
Pre-Chorus
Dm
Em
F
G
Chorus
C
G
Am
F
ทางเดินคอร์ดใน Pre-Chorus ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ควรทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเพลงกำลังเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่วนอยู่กับอารมณ์เดิมเหมือนใน Verse
หากมีพื้นฐาน Harmony อยู่แล้ว ให้ลองสังเกตว่าท่อนก่อน Hook มักใช้คอร์ดที่สร้างแรงดึง เช่น คอร์ดลำดับ V หรือคอร์ดที่ทำให้เกิดความรู้สึกค้างก่อนกลับไปหาคอร์ดหลักใน Chorus ความค้างแบบนี้ทำให้การเข้าท่อน Hook มีน้ำหนักและน่าฟังขึ้น
ถ้าอยากเพิ่มแรงดึงของคอร์ดก่อนเข้าท่อนสำคัญให้ชัดขึ้น สามารถต่อยอดด้วยแนวคิด Secondary Dominant เพื่อทำให้ช่วงเปลี่ยนผ่านฟังมีเป้าหมายมากกว่าเดิม
ตัวอย่างการต่อ Verse ไป Pre-Chorus แล้วค่อยปล่อยใน Chorus
ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ ในคีย์ C Major
Verse
C
Am
F
G
Pre-Chorus
Dm
Em
F
G
Chorus
C
G
Am
F
ในตัวอย่างนี้ Verse ใช้คอร์ดที่ฟังสบายและเหมาะกับการเล่าเรื่อง ส่วน Pre-Chorus ขยับจาก Dm ไป Em แล้วดันต่อไปที่ F และ G เพื่อสร้างแรงดึงก่อนกลับมาที่ C ใน Chorus ผลที่ได้คือท่อน Hook ฟังเหมือนได้รับการเตรียมอารมณ์มาก่อน ไม่ได้เข้ามาแบบกะทันหัน
ถ้าเล่นด้วยกีต้าร์โปร่ง คุณอาจเริ่ม Verse ด้วยการดีดเบา ๆ แล้วเพิ่มน้ำหนักมือใน Pre-Chorus ก่อนดีดเต็มจังหวะมากขึ้นใน Chorus วิธีนี้ช่วยให้การเปลี่ยนท่อนชัดขึ้น โดยไม่ต้องใช้คอร์ดที่ซับซ้อนเกินไป
อย่าเปลี่ยนคอร์ดเยอะเพียงเพราะอยากให้ต่าง
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือการใส่คอร์ดมากเกินไป เพราะคิดว่าท่อนก่อน Hook ต้องแตกต่างจาก Verse อย่างชัดเจน สุดท้ายผู้ฟังอาจจับทิศทางของเพลงไม่ทัน
เป้าหมายของ Pre-Chorus ไม่ใช่การโชว์ทฤษฎี แต่คือการทำให้ผู้ฟังรู้สึกอยากฟังต่อ
บางครั้งการใช้คอร์ดเพียง 2-3 คอร์ดที่ค่อย ๆ เพิ่มแรงดึง อาจได้ผลดีกว่าการเปลี่ยนคอร์ดทุกห้อง เพราะผู้ฟังยังตามอารมณ์เพลงได้ทัน และ Chorus ยังมีพื้นที่ให้เด่นขึ้น
ทำนองควรค่อย ๆ ยกขึ้น ไม่จำเป็นต้องพุ่งทันที
ทำนองใน Verse มักอยู่ในช่วงเสียงที่ร้องสบาย เหมาะกับการเล่าเรื่องหรือบอกความรู้สึกแบบค่อยเป็นค่อยไป
เมื่อเข้าสู่ Pre-Chorus คุณสามารถทำให้ทำนองรู้สึกเร่งขึ้นได้ด้วยวิธีเหล่านี้
- ขยับช่วงเสียงให้สูงขึ้นทีละน้อย
- ทำให้ประโยคทำนองต่อเนื่องกว่าเดิม
- ลดช่องว่างระหว่างวรรค
- ใช้ประโยคที่ฟังเหมือนกำลังตั้งคำถาม
- จบประโยคด้วยโน้ตที่ยังไม่รู้สึกคลี่คลายเต็มที่
เมื่อเข้าสู่ Chorus ผู้ฟังจะรู้สึกเหมือนเพลงถูกปล่อยออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
ถ้าคุณมีพื้นฐานเรื่อง Motif และ Phrase อยู่แล้ว ให้ลองนำทำนองสั้น ๆ จาก Verse มาดัดแปลงใน Pre-Chorus เช่น ขยับโน้ตให้สูงขึ้น เปลี่ยนจังหวะให้ถี่ขึ้น หรือทำให้ปลายประโยคยังไม่จบสนิท วิธีนี้ช่วยให้ท่อนก่อน Hook เชื่อมกับ Verse ได้ดี และยังสร้างความรู้สึกอยากฟัง Chorus ต่อไป
ไม่จำเป็นต้องร้องเสียงสูงที่สุดใน Pre-Chorus
หลายคนเข้าใจผิดว่าท่อนก่อน Hook ต้องใช้โน้ตสูงที่สุดของเพลงเสมอ
ความจริงแล้ว จุดสูงสุดควรเก็บไว้ให้ Chorus มากกว่า ถ้าใช้พลังมากเกินไปตั้งแต่ก่อน Hook ผู้ฟังอาจรู้สึกว่า Chorus ไม่มีอะไรใหม่ให้ตื่นเต้น
ให้คิดว่า Pre-Chorus คือช่วงดึงหนังสติ๊ก ส่วน Chorus คือจังหวะปล่อยแรงทั้งหมด ถ้าดึงแรงเร็วเกินไป ท่อน Hook อาจไม่เหลือพลังให้ระเบิดออกมา
วิธีตรวจสอบว่าทำนอง Pre-Chorus ยกอารมณ์ได้จริงหรือยัง
ลองร้อง Verse ต่อด้วย Pre-Chorus โดยยังไม่ต้องร้อง Chorus แล้วหยุดไว้ก่อน
ถ้าคุณรู้สึกว่าเพลงกำลังพาไปสู่บางอย่าง แสดงว่าทำนองเริ่มทำหน้าที่ได้ถูกทาง
แต่ถ้าร้องจบแล้วยังรู้สึกเหมือนเป็นอีกประโยคหนึ่งของ Verse เท่านั้น แปลว่าท่อนก่อน Hook อาจยังสร้างแรงส่งไม่พอ คุณอาจต้องขยับช่วงเสียงให้สูงขึ้น เพิ่มความต่อเนื่องของจังหวะ หรือทำให้ปลายประโยคค้างมากขึ้น
จังหวะสามารถสร้างความคาดหวังได้ไม่แพ้คอร์ด
Rhythm เป็นอีกองค์ประกอบที่ช่วยสร้างแรงส่งก่อนเข้าท่อน Hook ได้อย่างชัดเจน
ตัวอย่างวิธีใช้จังหวะใน Pre-Chorus ได้แก่
- เพิ่มการเคลื่อนที่ของโน้ตให้ถี่ขึ้น
- ใส่ Syncopation เล็กน้อย
- ลดช่องว่างระหว่างประโยค
- ให้เครื่องดนตรีเล่น Pattern ที่ต่อเนื่องขึ้น
- ให้มือกลองเพิ่มความถี่ของ Hi-Hat หรือ Ghost Note อย่างพอดี
- ให้มือเบสเดินโน้ตมากขึ้นก่อนกลับเข้าจุดหนักของ Chorus
อย่างไรก็ตาม ต้องระวังไม่ให้ Groove เปลี่ยนมากเกินไปจนฟังเหมือนกลายเป็นคนละเพลงโดยไม่ตั้งใจ
ถ้าคุณเคยฝึกกับเมโทรนอม หรือเคยฝึกสร้าง Groove จะเห็นว่าความรู้สึกเร่งไม่ได้เกิดจากการเพิ่ม Tempo เสมอไป แต่อาจเกิดจากความถี่ของคำร้อง จังหวะของทำนอง และความหนาแน่นของเครื่องดนตรี
ตัวอย่างการเพิ่มแรงด้วย Rhythm แบบไม่เปลี่ยน Tempo
สมมติว่า Verse ใช้ประโยคร้องที่มีช่องว่างมาก เช่น
“ฉันยังรอ
อยู่ที่เดิม
ทุกคืน”
เมื่อเข้าสู่ Pre-Chorus อาจเปลี่ยนเป็นประโยคที่ไหลต่อเนื่องขึ้น เช่น
“แต่คืนนี้หัวใจกลับถามว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร”
แม้ Tempo เท่าเดิม แต่ความรู้สึกจะเร่งขึ้น เพราะคำร้องและจังหวะของทำนองถี่กว่าเดิม
นี่เป็นวิธีสร้างแรงส่งที่ใช้ได้ดีในเพลง Pop, Pop Rock และ Acoustic เพราะไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างเพลงมาก แต่ช่วยให้อารมณ์ก่อนเข้าท่อน Hook ชัดขึ้นทันที
คำร้องควรสร้างความคาดหวัง ไม่ใช่เฉลยทุกอย่าง
Verse มีหน้าที่เล่าเรื่อง
Chorus มีหน้าที่สรุปอารมณ์หลักของเพลง
ดังนั้น Pre-Chorus ควรทำหน้าที่เชื่อมสองส่วนนี้เข้าด้วยกัน โดยยังไม่ควรเฉลยทุกอย่างเร็วเกินไป
ตัวอย่างแนวคิด
Verse
“ฉันยังเดินอยู่ที่เดิม”
Pre-Chorus
“แต่เหมือนมีบางอย่างกำลังเปลี่ยน”
Chorus
“เพราะวันนี้ฉันได้พบเธอ”
สังเกตว่า Pre-Chorus ยังไม่เฉลยทั้งหมด แต่ทำให้ผู้ฟังอยากรู้ว่าความรู้สึกนั้นจะพาไปสู่ประโยคสำคัญใน Chorus อย่างไร
ตัวอย่าง เขียน Pre-Chorus จากคำร้องที่ยังไม่เฉลยอารมณ์ทั้งหมด
Verse
“ฉันเดินผ่านที่เดิมทุกวัน
ยังเก็บคำถามไว้ในใจ”
Pre-Chorus
“แต่คืนนี้เหมือนบางอย่างกำลังเปลี่ยนไป
เหมือนคำตอบอยู่ไม่ไกลจากฉัน”
Chorus
“เพราะเธอคือเหตุผลที่ทำให้ฉันเริ่มใหม่”
ในตัวอย่างนี้ Verse ทำหน้าที่เล่าเรื่อง Pre-Chorus เพิ่มความคาดหวัง ส่วน Chorus เป็นประโยคสรุปอารมณ์หลักของเพลง จึงทำให้แต่ละท่อนมีหน้าที่ชัดและไม่ซ้ำกัน
ถ้าเพิ่งฝึกเขียน Verse จากบทก่อนหน้า ให้ลองกลับไปดูว่า Verse ของคุณปูเรื่องไว้ชัดพอหรือยัง เพราะ Pre-Chorus ที่ดีมักยกอารมณ์จากสิ่งที่ Verse วางไว้ ไม่ใช่เปิดประเด็นใหม่จนผู้ฟังตามไม่ทัน
ก่อนจะเขียนท่อนก่อน Hook ให้ทำงานได้ดี ควรเช็คก่อนว่า เขียนท่อน Verse ได้ชัดพอหรือยัง เพราะ Verse คือส่วนที่ปูเหตุการณ์ให้ Pre-Chorus มีอารมณ์รองรับ
เมื่อ Pre-Chorus ทำหน้าที่ยกอารมณ์ได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการออกแบบ สร้างท่อนฮุค ให้มีประโยคจำ ทำนองชัด และแรงสรุปที่รับต่อจากท่อนก่อนหน้าได้พอดี
เทคนิคการเขียนประโยคใน Pre-Chorus
ลองใช้แนวคิดเหล่านี้
- ตั้งคำถาม
- สร้างความลังเล
- เพิ่มความคาดหวัง
- ทำให้รู้สึกว่าเรื่องกำลังจะเปลี่ยน
- ใช้คำที่ให้ความรู้สึกเหมือนบางอย่างกำลังเกิดขึ้น
- เลี่ยงการใช้ประโยคสรุปแบบเดียวกับ Chorus
วิธีนี้ช่วยให้ Chorus มีผลทางอารมณ์มากขึ้น โดยไม่ต้องเปลี่ยนทำนองหรือคอร์ดมากเกินไป
การเรียบเรียงเพลงช่วยยกอารมณ์ได้มหาศาล
หลายครั้งสิ่งที่ทำให้ Pre-Chorus มีพลัง ไม่ได้มาจากคอร์ดหรือทำนองเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการเรียบเรียงเพลงด้วย
ตัวอย่างวิธีเรียบเรียงที่ใช้ได้บ่อย ได้แก่
- เพิ่มเครื่องดนตรีทีละชิ้น
- เพิ่มเสียงประสานในช่วงท้ายท่อน
- ใช้ฉาบหรือ Cymbal Roll ก่อนเข้า Chorus
- ให้เบสเคลื่อนที่มากขึ้น
- เพิ่มเสียงคีย์บอร์ดหรือ Pad เป็นชั้นเสียงบาง ๆ
- ลดเครื่องดนตรีบางชิ้นก่อนเข้า Chorus เพื่อสร้างความต่าง
ถ้าต้องการเห็นภาพว่ากีต้าร์ เบส กลอง และคีย์บอร์ดควรเข้ามาในแต่ละท่อนอย่างไร สามารถต่อยอดจากบทเรียนเรื่อง เรียบเรียงเดโมเพลงแรก เพื่อวางพลังของ Verse, Pre-Chorus และ Chorus ให้เป็นระบบมากขึ้น
การเพิ่มหรือลดความหนาแน่นของเสียงอย่างเหมาะสม จะทำให้ท่อน Hook ฟังใหญ่ขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มความดังตลอดเวลา
บางครั้งการลดเสียงกลับได้ผลดีกว่าการเพิ่มเสียง
ลองให้เครื่องดนตรีส่วนใหญ่หยุดในห้องสุดท้ายของ Pre-Chorus
เหลือเพียงเสียงร้องกับเครื่องดนตรีหลัก เช่น กีต้าร์โปร่งหรือคีย์บอร์ด
เมื่อ Chorus เข้ามาพร้อมวงเต็ม ผู้ฟังจะรับรู้ความต่างได้ทันที
นี่เป็นเทคนิคที่พบได้บ่อยในเพลง Pop และ Rock เพราะช่วยให้ Chorus ฟังใหญ่ขึ้น โดยไม่ต้องทำให้ทุกอย่างแน่นตั้งแต่ก่อน Hook
อย่าให้ Pre-Chorus หนาแน่นกว่าท่อน Hook โดยไม่ตั้งใจ
ถ้าใส่เสียงประสาน เครื่องดนตรี และ Rhythm มากเกินไปตั้งแต่ Pre-Chorus ท่อน Hook อาจไม่มีพื้นที่ให้เติบโต
หลักคิดง่าย ๆ คือ Pre-Chorus ควรสร้างความคาดหวัง ส่วน Chorus ควรเป็นช่วงปล่อยพลัง
ถ้าท่อนก่อน Hook ฟังใหญ่เกินไป ให้ลองลดบางอย่างออก เช่น ลดชั้นเสียงของคีย์บอร์ด ลดเสียงประสานบางแนว หรือให้มือกลองเล่น Fill เฉพาะช่วงท้ายท่อน แทนที่จะเล่นแน่นตลอดทั้งท่อน
แบบฝึกสำหรับ เขียน Pre-Chorus ให้ใช้กับเพลงจริงได้ทันที
ถ้าคุณมี Verse และ Chorus อยู่แล้ว ให้ลองฝึกตามขั้นตอนนี้
- ฟังช่วงเปลี่ยนจาก Verse ไป Chorus โดยยังไม่ต้องมี Pre-Chorus
- จดว่ารู้สึกขาดอะไร เช่น ความต่อเนื่อง ความตื่นเต้น หรือแรงส่ง
- สร้างท่อนก่อน Hook ความยาว 4 หรือ 8 ห้องเพลง
- เพิ่มการเคลื่อนของคอร์ดทีละน้อย
- ยกทำนองขึ้นเล็กน้อย
- ปรับคำร้องให้สร้างความคาดหวัง
- ทดลองเพิ่มหรือลดเครื่องดนตรี
- อัดเดโมแล้วฟังโดยไม่ดูเนื้อเพลง
ถ้าฟังแล้วรู้สึกว่า Chorus เข้ามาอย่างมีพลังมากขึ้น แสดงว่า Pre-Chorus กำลังทำหน้าที่ได้ถูกต้อง
ถ้ามีกีต้าร์โปร่งหรือคีย์บอร์ดอยู่ใกล้ตัว ให้ลองเล่นคอร์ดง่าย ๆ แล้วอัดเสียงไว้ในมือถือหรือคอมพิวเตอร์ก่อน ไม่จำเป็นต้องทำเดโมให้สมบูรณ์ตั้งแต่แรก สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบว่าแรงส่งจาก Verse ไป Chorus ชัดขึ้นหรือไม่
แบบฝึก 4 ห้องเพลงสำหรับเริ่มต้น
ลองใช้โครงนี้เป็นจุดเริ่มต้น
Verse
I
vi
IV
V
Pre-Chorus
ii
iii
IV
V
Chorus
I
V
vi
IV
ถ้าอยู่ในคีย์ C Major จะได้เป็น
Verse
C
Am
F
G
Pre-Chorus
Dm
Em
F
G
Chorus
C
G
Am
F
จากนั้นลองร้องทำนองโดยให้ Verse อยู่ในช่วงเสียงกลาง ให้ Pre-Chorus ค่อย ๆ ยกขึ้น และให้ Chorus ใช้ประโยคที่จำง่ายกว่าเดิม
แบบฝึกนี้ช่วยให้คุณเห็นหน้าที่ของท่อนก่อน Hook ชัดขึ้น เพราะคอร์ดไม่ได้ซับซ้อน แต่การจัดระดับพลังของแต่ละท่อนทำให้เพลงมีทิศทางมากกว่าเดิม
ตรวจสอบผลลัพธ์หลัง เขียน Pre-Chorus ว่าท่อน Hook มีแรงส่งขึ้นหรือไม่
หลังแต่งเสร็จ ลองถามตัวเองว่า
- ถ้าตัด Pre-Chorus ออก เพลงแย่ลงหรือไม่
- Chorus ฟังโดดเด่นขึ้นหรือยัง
- มีแรงดึงทางอารมณ์ก่อนเข้า Hook หรือไม่
- ทำนองค่อย ๆ ยกขึ้นหรือกระโดดเกินไป
- การเรียบเรียงช่วยสร้างความต่างหรือยัง
- เนื้อร้องยังเหลือบางอย่างให้ผู้ฟังรอต่อหรือไม่
- Pre-Chorus ยังไม่แย่งหน้าที่ของ Chorus ใช่หรือไม่
หากตอบว่าใช่ได้หลายข้อ แสดงว่าคุณออกแบบ Pre-Chorus ได้ใกล้เคียงบทบาทที่ควรเป็นแล้ว
วิธีฟังแบบไม่หลอกตัวเอง
หลังจากแต่งเสร็จ ให้ลองฟังเดโม 2 แบบ
แบบที่ 1 ไม่มี Pre-Chorus
แบบที่ 2 มี Pre-Chorus
ถ้าแบบที่มี Pre-Chorus ทำให้ Chorus ฟังมีน้ำหนักขึ้น แสดงว่าท่อนนี้ช่วยเพลงจริง
แต่ถ้าแบบที่มี Pre-Chorus ทำให้เพลงยืด เยิ่นเย้อ หรือทำให้ผู้ฟังรอ Hook นานเกินไป อาจต้องลดความยาวเหลือ 4 ห้องเพลง หรือปรับทำนองให้เข้าประเด็นเร็วขึ้น
Pre-Chorus ไม่ใช่ท่อนที่ต้องมีในทุกเพลง แต่เมื่อใช้ถูกที่ มันสามารถเปลี่ยน Chorus ที่ธรรมดาให้กลายเป็นช่วงที่ผู้ฟังจดจำได้ง่ายขึ้น เพราะผู้ฟังได้รับการปูอารมณ์มาก่อนแล้ว ลองกลับไปทบทวนบทเรียนเรื่องการเขียน Verse และการสร้างท่อน Hook ควบคู่กัน จะเห็นว่าทั้งสามส่วนทำงานเป็นระบบเดียวกัน เมื่อเข้าใจหน้าที่ของแต่ละท่อนอย่างชัดเจน การออกแบบท่อนก่อน Hook ก็จะไม่ใช่การเติมท่อนเพิ่ม แต่เป็นการวางเส้นทางอารมณ์ของทั้งเพลงให้สมบูรณ์ขึ้น





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น