สอนแต่งเพลง บทที่ 25 เขียนเพลง Metal และ Nu Metal ให้ Riff, Rhythm และคำร้องมีพลังร่วมกัน

เขียนเพลง Metal ด้วยการซ้อมร่วมกันของมือกีต้าร์ มือเบส มือกลอง และนักร้องในห้องซ้อมสมัยใหม่

     เขียนเพลง Metal ให้หนักแน่นและทรงพลัง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่ม Gain หรือ Distortion เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทำให้ Riff จังหวะ ช่องว่าง และคำร้องทำงานไปในทิศทางเดียวกัน บทนี้จะช่วยให้คุณสร้าง Riff ที่จดจำง่าย ใช้ Syncopation เพิ่มแรงขับเคลื่อน สลับท่อนหนักกับท่อนโล่งอย่างมีเหตุผล และวางคำร้องให้สอดคล้องกับจังหวะของเพลงได้จริง


เขียนเพลง Metal ให้หนักจาก Rhythm ไม่ใช่แค่ Gain

     ความหนักแน่นของเพลง Metal เกิดจากตำแหน่งที่เสียงเริ่ม ตำแหน่งที่เสียงหยุด และความพร้อมเพรียงของเครื่องดนตรี หาก Riff มีเสียงต่อเนื่องตลอดเวลา แม้กีต้าร์จะใช้ Gain สูง เพลงก็อาจฟังหนาแน่นแต่ขาดแรงกระแทก เพราะทุกจังหวะมีน้ำหนักใกล้เคียงกันจนไม่มีจุดใดโดดเด่น


     ในทางกลับกัน Riff ที่ใช้โน้ตไม่มาก แต่เน้นจังหวะสำคัญได้ชัด หยุดเสียงพร้อมกัน และวางเสียงบางตัวไว้บนจังหวะยก สามารถสร้าง Groove ที่หนักแน่นได้ แม้จะไม่ได้ใช้เสียงแตกมากเกินไป


     แนวคิดนี้แตกต่างจากบทที่ 24 ซึ่งเน้นการทำให้ Riff กับท่อนร้องในเพลง Rock ส่งเสริมกันโดยไม่แย่งความเด่น ส่วนเพลง Metal และ Nu Metal จะให้ความสำคัญกับการออกแบบ Riff ให้เป็นแกนด้านจังหวะ โดยกีต้าร์ เบส กลอง และคำร้องต้องร่วมกันสร้างน้ำหนักให้แก่เพลง


     หากต้องการเปรียบเทียบว่าเพลง Rock จัดพื้นที่ระหว่าง Riff กับเสียงร้องแตกต่างจากเพลง Metal อย่างไร ควรทบทวนบท เขียนเพลง Rock ให้ Riff กับท่อนร้องทำงานร่วมกัน ก่อน แล้วจึงสังเกตว่าบทนี้ให้น้ำหนักกับ Syncopation ช่องว่าง และการหยุดเสียงพร้อมกันมากกว่า


เริ่มจาก Pulse ก่อนเลือกจำนวนโน้ต

     ก่อนคิดว่า Riff จะใช้คอร์ดหรือสเกลใด ให้กำหนด Pulse หรือจังหวะหลักที่ร่างกายรับรู้ได้ก่อน ลองเคาะเท้าหรือตบมือในอัตราจังหวะ 4/4 แล้วเลือกว่าต้องการเน้นจังหวะใดเป็นพิเศษ


     ตัวอย่างพื้นฐานอาจเริ่มจากการเน้นจังหวะ 1 และ 3

  • นับ: 1 และ 2 และ 3 และ 4 และ
  • จุดเน้น: X - - - X - - -

     รูปแบบนี้ให้ความรู้สึกมั่นคง แต่ยังไม่มีแรงขับเคลื่อนมากนัก จากนั้นลองเพิ่มเสียงบนจังหวะยกเพื่อสร้าง Syncopation

  • นับ: 1 และ 2 และ 3 และ 4 และ
  • จุดตี: X - - X X - - X


     เสียงที่อยู่บน “และของ 2” และ “และของ 4” จะทำให้ Riff มีแรงดึงไปข้างหน้ามากขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มความเร็วหรือใส่โน้ตมากกว่าเดิม

มือกีต้าร์ฝึก Palm Muting กับเมโทรนอม โดยมีชุดกลองอยู่ด้านหลัง

Gain ช่วยเสริมคาแรคเตอร์ แต่แก้ Rhythm ที่ไม่ชัดไม่ได้

     Gain และ Distortion ช่วยเพิ่มความหนา ความอัดแน่น และความดุดันให้แก่เสียงกีต้าร์ แต่หากจังหวะการดีดไม่แม่น เสียงแตกจะยิ่งเผยให้เห็นความไม่พร้อม และทำให้เสียงของแต่ละโน้ตปะปนกันมากขึ้น


     วิธีเช็คว่า Riff มีโครงสร้างที่ดีหรือไม่ คือทดลองเล่นด้วยเสียงคลีนหรือใช้ Gain ต่ำก่อน หากยังได้ยิน Groove ชัด จับจังหวะหลักได้ และรับรู้ช่องว่างระหว่างเสียงได้ แสดงว่าโครงสร้างด้านจังหวะของ Riff แข็งแรงพอ


     เมื่อเพิ่ม Distortion ในภายหลัง ความหนาของเสียงจะช่วยเสริมคาแรคเตอร์ของ Riff แทนที่จะใช้เสียงแตกกลบปัญหาด้าน Timing ที่ยังไม่ได้แก้ไข


     ความรู้เรื่องเอฟเฟคกีต้าร์และการตั้ง Gain จะช่วยให้เข้าใจว่าเสียงแตกแต่ละระดับตอบสนองต่อน้ำหนักมือและความดังเบาอย่างไร อย่างไรก็ตาม ในขั้นแต่งเพลงควรทำให้รูปแบบจังหวะมีพลังได้ด้วยตัวเองก่อน


เขียนเพลง Metal ด้วย Riff สั้นที่จำง่ายและพัฒนาต่อได้

     Riff ที่ดีไม่จำเป็นต้องประกอบด้วยโน้ตจำนวนมาก สิ่งที่ทำให้ผู้ฟังจดจำ Riff ได้มักเป็นรูปแบบจังหวะ การซ้ำ และการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในตำแหน่งสำคัญ


     การเริ่มจาก Riff สั้นเพียงหนึ่งหรือสองห้องจึงมักนำไปพัฒนาเป็นเพลงได้ง่ายกว่า Riff ยาวที่มีรายละเอียดมากเกินไปตั้งแต่ต้น


สร้าง Motif จากโน้ตหลักเพียงตำแหน่งเดียว

     ลองเริ่มจากคอร์ด E5 หรือโน้ต E ต่ำ แล้วใช้การดีดแบบปิดเสียงด้วยฝ่ามือ หรือ Palm Muting สลับกับการปล่อยให้เสียงดังอย่างเต็มที่


     ตัวอย่างแนวคิดสำหรับหนึ่งห้องเพลง

  • จังหวะที่ 1: เล่น E5 สั้นหนึ่งครั้ง
  • จังหวะที่ 2: เล่น E5 สองครั้งในตำแหน่งย่อยของจังหวะ
  • จังหวะที่ 3: เว้นครึ่งจังหวะ แล้วปล่อยเสียงให้ดังเต็มที่
  • จังหวะที่ 4: เล่น E5 สั้น แล้วหยุดเสียงพร้อมกัน


     แม้จะใช้โน้ตในตำแหน่งเดิมเกือบทั้งหมด แต่ความแตกต่างระหว่างเสียงสั้น เสียงที่ปล่อยให้กังวาน และช่องว่าง สามารถสร้างคาแรคเตอร์ให้แก่ Riff ได้อย่างชัดเจน


     ควรทำให้รูปแบบจังหวะหลักจดจำง่ายก่อน แล้วจึงค่อยเพิ่มโน้ต เปลี่ยน Power Chord หรือย้ายไปเล่นในช่วงเสียงที่สูงหรือต่ำกว่าเดิม


ใช้การซ้ำโดยเปลี่ยนรายละเอียดเพียงเล็กน้อย

     การซ้ำ Riff เดิมตลอดสี่ห้องช่วยให้ผู้ฟังจดจำได้ แต่หากไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงเลย เพลงอาจฟังคาดเดาได้ง่ายเกินไป


     วิธีพัฒนาคือรักษาแกนหลักของ Riff เอาไว้ แล้วเปลี่ยนเฉพาะช่วงท้ายของ Phrase

  • ห้องที่ 1: เล่น Riff หลัก
  • ห้องที่ 2: เล่น Riff หลักซ้ำ
  • ห้องที่ 3: เล่น Riff หลักซ้ำ
  • ห้องที่ 4: เปลี่ยนโน้ตท้าย เพิ่มช่องว่าง หรือหยุดก่อนกลับเข้าสู่จังหวะ 1


     การเปลี่ยนรายละเอียดเพียงจุดเดียวช่วยสร้างแรงส่งเข้าสู่รอบถัดไป โดยที่ผู้ฟังยังจดจำ Riff หลักได้เช่นเดิม


อย่ารีบเพิ่มโน้ตเมื่อ Riff ยังไม่หนัก

     เมื่อ Riff ยังฟังไม่หนักแน่น หลายคนมักแก้ด้วยการเพิ่มโน้ต เพิ่มจำนวนครั้งในการดีด หรือเพิ่มคอร์ด แต่สิ่งที่ควรทดลองก่อนคือการตัดเสียงบางตำแหน่งออก


     ลองทำให้เสียงสั้นลง เพิ่มช่วงเงียบ หรือย้ายเสียงบางตัวออกจากจังหวะหลัก ความหนักส่วนหนึ่งเกิดจากการสร้างความคาดหวัง เมื่อผู้ฟังคาดว่าเสียงจะปรากฏในตำแหน่งหนึ่ง แต่กลับได้ยินความเงียบชั่วครู่ เสียงที่ตามมาจะฟังเด่นและกระแทกมากขึ้น


ใช้ Syncopation และ Rhythm Displacement สร้างแรงดึง

     Syncopation คือการเน้นเสียงในตำแหน่งที่ไม่ใช่จังหวะหนักตามปกติ เช่น จังหวะยกหรือตำแหน่งย่อยระหว่างจังหวะหลัก


     Rhythm Displacement คือการนำรูปแบบจังหวะเดิมไปเริ่มในตำแหน่งใหม่ ทำให้ Riff ฟังเปลี่ยนไป แม้ลำดับเสียงและจำนวนโน้ตจะยังคงใกล้เคียงกับรูปแบบเดิม


     แนวคิดทั้งสองเหมาะกับเพลง Metal และ Nu Metal เพราะช่วยสร้างความตึงและทำให้จังหวะคาดเดาได้ยากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอัตราจังหวะหรือเพิ่มความซับซ้อนเกินความจำเป็น


     ผู้ที่ต้องการศึกษาโครงสร้างของ Syncopation จากแหล่งวิชาการเพิ่มเติม สามารถอ่านบทอธิบายเรื่อง Syncopation และรูปแบบจังหวะที่ถูกเลื่อนตำแหน่งจาก Berklee College of Music เพื่อเปรียบเทียบจุดเริ่มเสียง จังหวะยก และการใช้ Motif ในงานประพันธ์เพลง


เลื่อนจุดเริ่มของ Riff โดยไม่เปลี่ยน Motif

     สมมติว่า Motif เดิมเริ่มตรงจังหวะ 1

  • รอบแรก: เริ่มเล่นตรงจังหวะ 1
  • รอบที่สอง: เว้นจังหวะ 1 แล้วเริ่มเล่นบน “และของ 1”
  • รอบที่สาม: กลับมาเริ่มเล่นตรงจังหวะ 1


     ผู้ฟังจะยังจดจำลักษณะของ Riff ได้ แต่รอบที่สองจะให้ความรู้สึกเหมือนจังหวะถูกเลื่อนให้เหลื่อมออกจากตำแหน่งเดิมเล็กน้อย


     การทำความเข้าใจ Rhythm Displacement จะช่วยให้คุณย้าย Motif ไปเริ่มในตำแหน่งใหม่ โดยยังรักษาอัตราจังหวะ จำนวนโน้ต และคาแรคเตอร์เดิมของ Riff เอาไว้ได้


     หากต้องการฝึกการเลื่อนจุดเริ่มของ Pattern อย่างเป็นขั้นตอน ควรอ่านเรื่อง Rhythm Displacement ใช้กับริฟฟ์หรือไลน์กลองอย่างไรให้ฟังสดแต่ไม่หลุดกรูฟ เพื่อฝึกย้าย Riff โดยยังรักษา Pulse และจังหวะ 1 ให้มั่นคง

เขียนเพลง Metal ด้วยการซ้อม Syncopation ระหว่างมือกีต้าร์กับมือกลอง

ฝึก Subdivision ก่อนเขียน Syncopation ที่ซับซ้อน

     Syncopation จะฟังหนักและแม่นได้ต่อเมื่อผู้เล่นทุกคนรู้ว่าเสียงแต่ละตัวอยู่ในตำแหน่งใด การฝึก Subdivision หรือการแบ่งจังหวะย่อยจึงสำคัญกว่าการจดจำรูปแบบจากการเคลื่อนไหวของมือเพียงอย่างเดียว


     ลองตั้งเมโทรนอมให้มีความเร็วค่อนข้างช้า แล้วนับจังหวะย่อยดังนี้

  • 1 e และ a
  • 2 e และ a
  • 3 e และ a
  • 4 e และ a


     จากนั้นเลือกเล่นเฉพาะบางตำแหน่ง เช่น “1” “a ของ 1” “และของ 2” และ “3” ขณะเดียวกันต้องนับตำแหน่งที่ไม่ได้เล่นต่อไปในใจ


     การฝึก Subdivision จะช่วยให้มือกีต้าร์ มือเบส และมือกลองหยุดเสียงพร้อมกันได้แม่น แม้รูปแบบจังหวะจะมีช่องว่างหลายตำแหน่ง


     วิธีเช็คคืออัดเสียงพร้อมเมโทรนอม แล้วปิดเสียงคลิกเป็นบางช่วง หากจังหวะของคุณยังกลับมาตรงกับเมโทรนอมเมื่อเสียงคลิกดังขึ้นอีกครั้ง แสดงว่าคุณสามารถรักษาจังหวะหลักได้ด้วยตัวเอง ไม่ได้อาศัยการไล่ตามเสียงคลิกเพียงอย่างเดียว


     ถ้ายังรักษาจังหวะไม่ได้เมื่อเสียงคลิกหายไป ควรฝึก ซ้อมเมโทรนอมให้จังหวะแม่น ควบคู่กัน โดยเริ่มจากการนับจังหวะย่อยให้สม่ำเสมอ แล้วค่อยลดจำนวนเสียงคลิกเพื่อพัฒนาความรู้สึกจังหวะภายใน


ใช้ Polyrhythm อย่างพอดีโดยไม่ทำให้เพลงเสียแกน

     Polyrhythm สามารถเพิ่มความตึงและทำให้ Riff มีความเคลื่อนไหวด้านจังหวะมากขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องให้เครื่องดนตรีทุกชิ้นเล่นรูปแบบจังหวะที่ซับซ้อนพร้อมกัน


     วิธีที่ฟังชัดกว่าคือให้เครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งรักษาจังหวะหลัก ขณะที่อีกชิ้นเล่นกลุ่มจังหวะที่ดำเนินตัดผ่านจังหวะนั้น


ทดลอง Polyrhythm 3 ต่อ 2 กับ Riff สั้น

     Polyrhythm 3 ต่อ 2 คือการให้รูปแบบจังหวะที่แบ่งเป็นสามส่วนและรูปแบบที่แบ่งเป็นสองส่วนดำเนินไปพร้อมกันภายในช่วงเวลาเดียวกัน


     ในการแต่งเพลง อาจให้กลองย้ำจังหวะหลักแบบสองส่วน ขณะที่กีต้าร์เล่นกลุ่มเสียงซ้ำตามการแบ่งจังหวะสามส่วน หรือสลับให้กีต้าร์รักษาจังหวะหลัก ขณะที่กลองเล่นกลุ่มจังหวะสามส่วน


     สิ่งสำคัญคือเพลงต้องมีจุดอ้างอิงที่ชัด เช่น กระเดื่อง สแนร์ หรือเสียงเบส เพื่อช่วยให้ผู้ฟังยังจับจังหวะหลักได้


     ก่อนนำแนวคิดนี้ไปใช้กับ Riff ควรฝึก Polyrhythm 3 ต่อ 2 ด้วยการตบมือแยกรูปแบบทั้งสองให้ได้ก่อน เพราะหากจดจำได้เพียงการเคลื่อนไหวของมือ แต่ไม่ได้ยินความสัมพันธ์ของจังหวะ การเล่นร่วมวงจะคลาดเคลื่อนได้ง่าย


     ก่อนนำจังหวะซ้อนไปใส่ใน Riff จริง ควร ฝึก Polyrhythm 3 ต่อ 2 ให้แยกเสียงของจังหวะแบบ 2 และแบบ 3 ออกจากกันได้ โดยต้องยังรู้สึกถึงจังหวะหลัก แม้มือหรือเครื่องดนตรีกำลังเล่นอีกชั้นหนึ่ง

นักดนตรีฝึกจังหวะด้วยแผ่นซ้อมกลอง ไม้กลอง เมโทรนอม และกีต้าร์ที่วางอยู่ด้านข้าง

ให้ความซับซ้อนอยู่เพียงส่วนเดียว

     หากกีต้าร์เล่นรูปแบบที่เหลื่อมกับจังหวะหลักอยู่แล้ว เบสอาจเล่นตามกีต้าร์เพื่อเพิ่มน้ำหนัก ส่วนกลองทำหน้าที่ยืนยันจังหวะหลักให้ชัดเจน


     อีกวิธีหนึ่งคือให้กลองเล่นรูปแบบจังหวะที่ซับซ้อน ขณะที่กีต้าร์เล่น Riff ที่ตรงและเรียบง่ายกว่า


     หากเครื่องดนตรีทุกชิ้นเล่นรูปแบบที่ซับซ้อนพร้อมกัน ผู้ฟังอาจไม่รู้ว่าควรยึดจังหวะใดเป็นหลัก ความหนักจึงอาจกลายเป็นความสับสน การเรียบเรียงเพลงที่ดีต้องกำหนดให้ชัดว่าเครื่องดนตรีใดทำหน้าที่สร้างแรงตึง และเครื่องดนตรีใดทำหน้าที่ยืนยันจังหวะหลัก


เขียนเพลง Metal ด้วย Contrast ระหว่างท่อนหนักและท่อนโล่ง

     เพลงที่หนักตลอดเวลามักทำให้หูของผู้ฟังคุ้นชิน จนแต่ละท่อนเริ่มให้ความรู้สึกใกล้เคียงกัน การสร้าง Contrast หรือความแตกต่างระหว่างท่อนจึงไม่ได้ทำให้เพลงสูญเสียความหนัก แต่ช่วยให้ท่อนหนักกลับมามีพลังมากกว่าเดิม


     ท่อนโล่งอาจลดจำนวนเครื่องดนตรี ลดความถี่ของการเล่น เปลี่ยนจากคอร์ดที่มีเสียงหนาแน่นเป็นโน้ตเดี่ยว หรือเปิดพื้นที่ให้คำร้องเด่นขึ้นด้วยการลดจำนวนเสียงที่อยู่โดยรอบ


     เมื่อ Riff ที่มีเสียงเต็มกลับมา ผู้ฟังจะรับรู้ความแตกต่างด้านความดังเบาและความหนาแน่นของเสียงได้ทันที


โครงสร้างตัวอย่างสำหรับเพลง Metal และ Nu Metal

  • Intro: เปิดเพลงด้วย Riff หลักเพื่อสร้างภาพจำให้แก่ผู้ฟัง
  • Verse: ลดจำนวนเครื่องดนตรีหรือรายละเอียดของจังหวะ เพื่อเปิดพื้นที่ให้คำร้องทำหน้าที่เล่าเรื่อง
  • Pre-Chorus: เพิ่มความถี่ของจังหวะ หรือย้ายแนวเสียงไปยังช่วงที่สูงขึ้น เพื่อสะสมแรงตึงก่อนเข้าสู่ Chorus
  • Chorus: เปิดเสียงคอร์ดให้กว้างขึ้น ใช้จังหวะที่ร้องตามได้ง่าย และย้ำ Hook ให้ชัดเจน
  • Verse รอบที่สอง: กลับมาใช้รูปแบบเดิม แต่เพิ่มหรือเปลี่ยนรายละเอียดบางส่วน
  • Bridge หรือ Breakdown: ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าจังหวะช้าลง เพิ่มช่องว่าง และให้เครื่องดนตรีเน้นจังหวะสำคัญพร้อมกัน
  • Chorus สุดท้าย: นำ Hook กลับมา พร้อมเพิ่มเครื่องดนตรีบางส่วนหรือเปลี่ยนช่วงท้ายของ Riff


     โครงสร้างนี้ไม่ใช่สูตรตายตัว แต่ช่วยให้เห็นว่าความหนักเกิดจากการจัดลำดับพลังงานของเพลง ไม่ใช่การให้เครื่องดนตรีทุกชิ้นเล่นอย่างเต็มที่ตลอดทุกท่อน

เขียนเพลง Metal โดยให้นักร้อง มือกีต้าร์ มือเบส และมือกลองซ้อมท่อนหนักกับท่อนโล่งร่วมกัน

Breakdown ต้องหนักจากการจัดวาง ไม่ใช่แค่ลด Tempo

     Breakdown ที่มีพลังมักใช้โน้ตไม่มาก แต่ทุกเสียงต้องมีหน้าที่ชัดเจน ลองให้กีต้าร์ เบส และกระเดื่องเล่นพร้อมกันบนจังหวะสำคัญ แล้วเว้นช่องว่างระหว่างกลุ่มเสียง


     ตัวอย่าง

  • กลุ่มที่ 1: เล่นเสียงสั้นสองครั้ง
  • เว้นหนึ่งตำแหน่งย่อยของจังหวะ
  • กลุ่มที่ 2: เล่นเสียงยาวหนึ่งครั้ง
  • เว้นครึ่งห้อง
  • กลุ่มที่ 3: เล่นพร้อมกันก่อนกลับเข้าสู่จังหวะ 1


     ช่องว่างช่วยให้แต่ละเสียงฟังมีน้ำหนักมากขึ้น และทำให้การกลับเข้าสู่ Riff หลักมีทิศทางชัดเจน


เขียนคำร้องให้กระแทกไปกับ Riff

     คำร้องในเพลง Metal และ Nu Metal ไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำรุนแรงตลอดเวลา พลังของคำร้องเกิดจากความชัดเจนของ Theme จำนวนพยางค์ เสียงพยัญชนะ และตำแหน่งที่คำสำคัญอยู่บนจังหวะ


     หากคำร้องยาวและมีพยางค์มากกว่าพื้นที่ที่ Riff เปิดไว้ นักร้องจะต้องเร่งการออกเสียงจนพลังของคำลดลง จึงควรเขียนคำร้องพร้อมกับเคาะจังหวะ ไม่ใช่เขียนข้อความยาวให้เสร็จก่อน แล้วจึงพยายามบังคับให้เข้ากับเมโลดี้


เริ่มจากประโยคสั้นที่มีคำหลักชัด

     สมมติว่า Theme ของเพลงคือการไม่ยอมให้ผู้อื่นควบคุม ประโยคตั้งต้นอาจเป็น

     “ฉันจะไม่เดินตาม”


     จากนั้นทดลองวางจังหวะโดยเน้นคำว่า “ไม่” และ “ตาม”

     ฉัน-จะ / ไม่ / เดิน-ตาม


     หาก Riff มีจุดเน้นสามตำแหน่ง คำสำคัญทั้งสามส่วนควรอยู่ใกล้กับจุดเหล่านั้น แทนที่จะปล่อยให้คำที่มีความหมายสำคัญอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เด่น หรือถูกลากเสียงโดยไม่มีจุดเน้นที่ชัดเจน


ใช้จำนวนพยางค์เป็นส่วนหนึ่งของ Groove

     ลองเขียนประโยคสองแบบที่มีความหมายใกล้เคียงกัน

  • แบบที่ 1: “ฉันไม่ยอมให้ใครกลับมาควบคุมชีวิตของฉันอีกต่อไป”
  • แบบที่ 2: “หยุดควบคุมฉัน”


     ประโยคแรกให้รายละเอียดมาก แต่ต้องใช้พื้นที่ทางจังหวะมากกว่า ส่วนประโยคที่สองสั้น ชัดเจน และสามารถนำไปวางซ้ำเป็น Hook ได้ง่าย


     รายละเอียดของเหตุการณ์สามารถนำไปขยายใน Verse แล้วใช้ประโยคสั้นเป็น Chorus หรือใช้เป็นประโยคที่สลับตอบกับ Riff


     แนวทางนี้คือการทำให้ถ้อยคำ ความหมาย เมโลดี้ และจังหวะทำงานสอดคล้องกัน หรือที่เรียกว่า Prosody ไม่ใช่เพียงการทำให้คำร้องมีสัมผัสคล้องจองเท่านั้น

นักแต่งเพลงเคาะจังหวะข้างสมุดเปล่า หูฟัง เมโทรนอม และกีต้าร์บนโต๊ะทำงาน

ใช้เสียงพยัญชนะช่วยเสริมจุดเน้นของจังหวะ

     คำที่ขึ้นต้นด้วยเสียงพยัญชนะชัด เช่น ก ต ป หรือ ด ช่วยให้จุดเริ่มต้นของคำฟังชัดขึ้น ส่วนคำที่มีเสียงสระยาวเหมาะกับตำแหน่งที่ต้องการลากเสียง เปิดแนวเมโลดี้ หรือสร้างความแตกต่างจากช่วงที่ใช้คำสั้น


     Verse อาจใช้ถ้อยคำสั้น กระชับ และหยุดเสียงเร็วให้เข้ากับ Palm Muting ขณะที่ Chorus ใช้คำที่มีเสียงสระยาวขึ้นเพื่อเปิดเมโลดี้ และทำให้ท่อนร้องแตกต่างจาก Riff ที่สั้นและแน่น


ทำให้ Riff และคำร้องไม่แย่งพื้นที่กัน

     ปัญหาที่พบบ่อยคือ Riff มีรายละเอียดอยู่เกือบทุกตำแหน่งย่อยของจังหวะ ขณะที่คำร้องก็มีพยางค์ถี่เช่นกัน ผลคือผู้ฟังจับทั้ง Riff และเนื้อร้องได้ยาก


     วิธีแก้ไม่จำเป็นต้องตัดส่วนใดส่วนหนึ่งทิ้งทั้งหมด แต่ควรแบ่งเวลาให้แต่ละส่วนผลัดกันเด่น และกำหนดช่วงที่ส่วนหนึ่งทำหน้าที่สนับสนุนอีกส่วนอย่างชัดเจน


ใช้ Call and Response ระหว่างเสียงร้องกับกีต้าร์

     ให้นักร้องร้องประโยคในช่วงต้นห้อง แล้วเว้นช่วงท้ายให้กีต้าร์ตอบด้วย Riff สั้น หรือทำในทางกลับกันโดยให้ Riff เปิดประโยคก่อน แล้วจึงให้เสียงร้องเข้ามาตอบ

  • จังหวะ 1-2: เสียงร้อง
  • จังหวะ 3: เว้นช่องว่าง
  • จังหวะ 4: กีต้าร์ตอบด้วย Motif


     การแบ่งพื้นที่ลักษณะนี้ทำให้ผู้ฟังได้ยินทั้งคำร้องและ Riff ชัดขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เพลงมีลักษณะคล้ายการถามตอบระหว่างเสียงร้องกับเครื่องดนตรี


ให้ Chorus เรียบง่ายกว่า Verse ในจุดที่ต้องการให้จำได้

     Verse สามารถใช้ Syncopation และจำนวนพยางค์ที่ละเอียดกว่าได้ เพราะมีหน้าที่เล่าเรื่องและขยายรายละเอียดของเนื้อหา


     ส่วน Chorus ควรลดความซับซ้อนบางส่วน และวาง Hook ไว้บนตำแหน่งจังหวะที่ผู้ฟังคาดเดาและร้องตามได้ง่าย


     ความหนักไม่จำเป็นต้องเกิดจากความซับซ้อนเสมอไป Chorus ที่ใช้คอร์ดกว้าง จุดเน้นชัด และคำร้องสั้น อาจสร้างพลังร่วมได้มากกว่า Riff ที่เปลี่ยนรูปแบบอยู่ตลอดเวลา


เขียนเพลง Metal จาก Riff ไปถึงคำร้องด้วยแบบฝึก 5 ขั้น

     เริ่มจากสร้างเพลงตัวอย่างสั้นประมาณ 45-60 วินาที แทนการพยายามแต่งเพลงทั้งเพลงให้เสร็จในครั้งเดียว วิธีนี้จะช่วยให้คุณเช็คความสัมพันธ์ระหว่าง Riff จังหวะ และคำร้องได้ก่อนนำแนวคิดไปขยายเป็นโครงสร้างเพลงเต็มรูปแบบ


ขั้นที่ 1 เขียน Riff หนึ่งห้องด้วยเสียงเดียว

     เลือกโน้ตต่ำหนึ่งตัวหรือ Power Chord หนึ่งตำแหน่ง แล้วสร้างรูปแบบจังหวะความยาวหนึ่งห้อง โดยกำหนดให้มีช่องว่างอย่างน้อยสองตำแหน่ง และมีเสียงที่อยู่บนจังหวะยกอย่างน้อยหนึ่งครั้ง


     อัดเสียงโดยใช้ Gain ต่ำ แล้วลองฟังว่าคุณยังจดจำจังหวะของ Riff ได้หรือไม่โดยไม่ต้องมองมือขณะเล่น


ขั้นที่ 2 สร้าง Riff อีกแบบที่มีลักษณะตรงข้าม

     หาก Riff แรกมีเสียงถี่ ให้รูปแบบที่สองใช้เสียงน้อยลงและมีช่องว่างมากขึ้น


     หาก Riff แรกใช้ Palm Muting ให้รูปแบบที่สองเปลี่ยนเป็นคอร์ดที่ปล่อยให้เสียงกังวานหรือใช้โน้ตยาว


     นำ Riff ทั้งสองแบบมาต่อกันเป็นท่อนหนักและท่อนโล่ง แล้วเช็คว่าความแตกต่างระหว่างสองท่อนชัดเจนเพียงพอหรือไม่


ขั้นที่ 3 เขียนคำร้องจากคำหลักสามคำ

     เลือกคำหลักที่เกี่ยวข้องกับ Theme จำนวนสามคำ เช่น

  • กดดัน
  • ต่อต้าน
  • หลุดพ้น


     เขียน Verse สองบรรทัดเพื่อขยายสถานการณ์ แล้วเขียน Hook หนึ่งประโยคโดยใช้คำหลักเพียงหนึ่งหรือสองคำ จากนั้นตบมือให้ตรงกับจังหวะของคำร้อง โดยยังไม่ต้องกำหนดระดับเสียงของเมโลดี้


ขั้นที่ 4 วางคำร้องลงบน Riff

     เช็คว่าคำสำคัญอยู่ตรงกับจุดเน้นของ Riff หรือไม่ หากทุกพยางค์ซ้อนทับกับเสียงกีต้าร์ ให้ตัดเสียงของ Riff บางตำแหน่งออก หรือย้ายคำร้องไปอยู่ในช่วงว่าง


     ไม่ควรพยายามทำให้กีต้าร์และเสียงร้องเด่นพร้อมกันตลอดทั้งห้อง แต่ควรแบ่งให้แต่ละส่วนมีทั้งช่วงที่ทำหน้าที่นำและช่วงที่ทำหน้าที่สนับสนุน


ขั้นที่ 5 อัดร่วมกับเมโทรนอมและเช็คผลลัพธ์

     อัดกีต้าร์หรือเบสพร้อมเมโทรนอมก่อน จากนั้นเพิ่มเสียงกระเดื่องและสแนร์ในรูปแบบที่เรียบง่าย แล้วจึงอัดคำร้องทดลองเป็นลำดับสุดท้าย


     สัญญาณที่แสดงว่าการแต่งเพลงเริ่มดำเนินไปในทิศทางที่เหมาะสม ได้แก่

  • Riff ยังคงจดจำได้เมื่อปิด Distortion
  • จังหวะหยุดของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นตรงกัน
  • ได้ยินคำสำคัญในเนื้อร้องอย่างชัดเจน
  • ท่อนหนักให้ความรู้สึกหนักขึ้นหลังจากผ่านท่อนโล่ง
  • Chorus หรือ Hook ยังคงติดหูหลังจากฟังเพียงไม่กี่รอบ


     หากเพลงฟังหนาแน่นตลอดเวลาแต่ไม่มีจุดใดโดดเด่น ให้ลองลดจำนวนเสียงก่อนเพิ่มเครื่องดนตรีหรือรายละเอียดใหม่


เมื่อ Riff, Rhythm และคำร้องทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

     การแต่งเพลงแนว Metal ให้มีพลัง ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครใช้ Gain มากกว่า เล่นเร็วกว่า หรือใส่โน้ตได้มากกว่า แต่คือการออกแบบให้ Riff มีรูปแบบจังหวะที่ชัด กลองและเบสช่วยย้ำจังหวะสำคัญ ช่องว่างเปิดพื้นที่ให้แต่ละเสียงฟังกระแทก และคำร้องวางพยางค์สำคัญไว้ในตำแหน่งที่ช่วยขยาย Theme ของเพลง


     ควรเริ่มจาก Riff สั้นที่จดจำง่าย ฝึก Subdivision ให้แม่น ทดลองใช้ Syncopation และ Rhythm Displacement โดยมี Pulse เป็นจุดอ้างอิง แล้วสร้างความแตกต่างระหว่างท่อนหนักกับท่อนโล่ง


     เมื่อโครงสร้างเหล่านี้ชัดเจน การเพิ่ม Gain, Distortion หรือแนวเสียงของเครื่องดนตรีในส่วนต่าง ๆ จะช่วยเสริมคาแรคเตอร์ที่มีอยู่แล้ว แทนที่จะใช้เสียงหนาเพื่อปิดบังจุดอ่อนของการแต่งเพลง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น