การเลือก ไมโครโฟนอัดกีต้าร์โปร่ง ไม่ได้ส่งผลเฉพาะคุณภาพเสียงตอนบันทึกเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ฟังรายละเอียดการเล่นของตัวเองได้ชัดขึ้น ทั้งเสียงหัวโน้ตหรือ Attack น้ำหนักและความอิ่มของตัวกีต้าร์ การควบคุม Dynamics ของมือขวา รวมถึงเสียงห้องที่ติดเข้ามาในไฟล์จริง บทความนี้จะช่วยให้เลือกอุปกรณ์รับเสียงสำหรับอัดกีต้าร์โปร่งที่บ้านได้ตรงกับงานมากขึ้น โดยมองไมโครโฟนเป็นเครื่องมือสำหรับฝึก ฟังย้อนกลับ และอัดเดโม ไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ที่ทำให้เสียงดูดีขึ้นเท่านั้น
ไมโครโฟนอัดกีต้าร์โปร่ง ส่งผลต่อการฟังรายละเอียดการเล่นอย่างไร
หลายคนมองว่าไมโครโฟนเป็นเพียงอุปกรณ์รับเสียง แต่ถ้าใช้ให้ถูกวิธี อุปกรณ์ชิ้นนี้สามารถสะท้อนรายละเอียดการเล่นของเราได้ชัดมาก โดยเฉพาะจุดเล็ก ๆ ที่ระหว่างเล่นสดอาจไม่ทันสังเกต
ไมโครโฟนแต่ละประเภทเก็บเสียงไม่เหมือนกัน บางแบบทำให้เสียงปิ๊กชัด บางแบบให้เสียงอุ่นและหนา ส่วนบางแบบเก็บเสียงห้องได้มาก จนทำให้ได้ยินทั้งข้อดีและข้อเสียของพื้นที่ที่ใช้อัด
สำหรับคนที่อัดเดโม แต่งเพลง หรือฝึกกีต้าร์อย่างจริงจัง การเลือกไมโครโฟนจึงไม่ควรมองเพียงว่าเสียงออกมาสวยหรือไม่ แต่ควรมองด้วยว่าอุปกรณ์นั้นช่วยให้ฟังข้อผิดพลาดของตัวเองได้ชัดแค่ไหน
ทำไม Attack จึงสำคัญต่อการฝึกกีต้าร์โปร่ง
Attack คือเสียงช่วงแรกที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากปิ๊กหรือปลายนิ้วสัมผัสสาย
ถ้าไมโครโฟนถ่ายทอด Attack ได้ชัด ผู้เล่นจะได้ยิน Timing น้ำหนักมือ และความสม่ำเสมอของจังหวะดีขึ้น โดยเฉพาะเวลาฝึกกับเมโทรนอม หรืออัดกีต้าร์เพื่อใช้เป็นโครงหลักของเพลง
ตัวอย่างการเล่นที่ควรฟัง Attack ให้ชัด ได้แก่
- การตีคอร์ดแบบ Strumming
- การเล่น Fingerstyle
- การเล่น Hybrid Picking
- การเล่น Rhythm Guitar
- การเล่นคอร์ดสลับ Bass Note
เทคนิคเหล่านี้ไม่ได้วัดเพียงว่าเล่นถูกคอร์ดหรือไม่ แต่ต้องเช็คด้วยว่าเสียงเริ่มต้นของแต่ละจังหวะอยู่ตรง Beat หรือเปล่า
ถ้า Attack ฟังไม่ชัด ผู้เล่นอาจคิดว่าตัวเองเล่นตรงจังหวะแล้ว ทั้งที่เมื่อฟังไฟล์ย้อนกลับ เสียงกีต้าร์อาจนำหรือช้ากว่า Groove ของเพลงเล็กน้อย
Body ของเสียงกีต้าร์ช่วยบอกอะไร
Body คือเนื้อเสียง ความอิ่ม และน้ำหนักที่เกิดจากตัวกีต้าร์โปร่ง
ไมโครโฟนที่เก็บ Body ได้ดีจะช่วยให้ได้ยินว่าโน้ตแต่ละตัวมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะการเล่น Fingerstyle หรือการอัดกีต้าร์ประกอบเสียงร้อง
หลายครั้งผู้เล่นเน้นความชัดของสายมากเกินไปจนเสียงบาง เมื่อฟังผ่านลำโพงทั่วไปอาจยังไม่รู้สึกผิดปกติ แต่เมื่อฟังจากไฟล์อัดที่เก็บรายละเอียดชัด จะเริ่มได้ยินว่าบางคอร์ดไม่มีน้ำหนัก หรือบางจังหวะเสียงเบสของกีต้าร์หายไปจากเพลง
Dynamics ทำให้รู้ว่ามือขวาควบคุมเสียงได้จริงหรือไม่
Dynamics คือความแตกต่างของน้ำหนักเสียง เช่น เบา กลาง หนัก และการเน้นเสียงในแต่ละจังหวะ
ถ้าไมโครโฟนตอบสนองต่อ Dynamics ได้ดี ผู้เล่นจะฟังออกว่าการดีดเบาและดีดแรงแตกต่างกันจริงหรือไม่ หรือทุกจังหวะออกมาใกล้กันเกินไปจนเพลงขาดมิติ
การฟัง Dynamics จากไฟล์ที่อัดไว้ช่วยให้เช็คได้ว่าในท่อน Verse ควรเล่นเบากว่านี้ไหม ท่อน Chorus ควรเปิดเสียงให้กว้างขึ้นหรือไม่ และการเน้นบางจังหวะช่วยพาอารมณ์เพลงไปข้างหน้าได้จริงหรือเปล่า
เลือก ไมโครโฟนอัดกีต้าร์โปร่ง ประเภทไหนสำหรับอัดที่บ้าน
ไมโครโฟนแต่ละประเภทมีจุดเด่นต่างกัน ไม่มีแบบใดดีที่สุดสำหรับทุกห้อง ทุกเพลง หรือทุกสไตล์การเล่น
วิธีเลือกที่เหมาะกว่าคือเริ่มจากงานที่ต้องการทำ เช่น ต้องการเช็คเทคนิค ต้องการอัดเดโม ต้องการอัดร้องพร้อมกีต้าร์ หรือต้องการลดเสียงสะท้อนจากห้องที่ยังไม่พร้อมมากนัก
Small Diaphragm Condenser
Small Diaphragm Condenser หรือไมโครโฟนคอนเดนเซอร์ไดอะแฟรมเล็ก เป็นไมโครโฟนที่นิยมใช้กับกีต้าร์โปร่ง เพราะเก็บรายละเอียดได้เร็วและชัด
จุดเด่นคือ
- เก็บ Attack ได้ดี
- ถ่ายทอดเสียงย่านสูงได้ละเอียด
- แยกเสียงสายแต่ละเส้นได้ชัด
- เหมาะกับการฟังรายละเอียดการเล่น
- เหมาะกับการเช็ค Timing และน้ำหนักปิ๊ก
ถ้าจุดประสงค์หลักคือฝึกซ้อม วิเคราะห์การเล่น หรืออัดเดโมกีต้าร์โปร่งให้เห็นรายละเอียด ไมโครโฟนประเภทนี้มักเป็นตัวเลือกที่ควรพิจารณาก่อน
อย่างไรก็ตาม ไมโครโฟนคอนเดนเซอร์ไดอะแฟรมเล็กอาจเก็บเสียงห้องและเสียงรบกวนได้ชัดด้วย ถ้าห้องมีเสียงสะท้อนมาก ควรให้ความสำคัญกับตำแหน่งไมโครโฟนและสภาพห้องควบคู่กัน
Large Diaphragm Condenser
Large Diaphragm Condenser หรือไมโครโฟนคอนเดนเซอร์ไดอะแฟรมใหญ่ มักให้เสียงอิ่ม หนา และนุ่มกว่า เหมาะกับงานที่ต้องการเสียงฟังสบาย
ข้อดีคือ
- เก็บ Body ของกีต้าร์ได้ดี
- ให้เสียงฟังสบาย
- เหมาะกับงานร้องพร้อมกีต้าร์
- ใช้ได้หลากหลายทั้งเสียงร้องและเครื่องดนตรี
- ช่วยให้เดโมฟังเต็มขึ้นโดยไม่ต้องปรับแต่งเสียงมาก
ข้อควรระวังคือบางรุ่นอาจทำให้ Attack ฟังนุ่มลงเล็กน้อย จึงอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะที่สุดถ้าต้องการเช็คความคมของจังหวะดีดแบบละเอียดมาก
Dynamic Microphone
Dynamic Microphone หรือไมโครโฟนไดนามิก อาจไม่ใช่ตัวเลือกแรกสำหรับงานอัดกีต้าร์โปร่งที่ต้องการรายละเอียดสูง แต่มีประโยชน์มากถ้าห้องยังมีเสียงสะท้อนหรือเสียงรบกวนมาก
จุดเด่นคือมักรับเสียงด้านหน้าได้ชัด และเก็บเสียงห้องน้อยกว่าไมโครโฟนคอนเดนเซอร์บางประเภท
ถ้าห้องมีเสียงสะท้อนมาก มีเสียงพัดลม เสียงถนน หรือเสียงคอมพิวเตอร์เข้ามารบกวน ไมโครโฟนไดนามิกอาจช่วยให้ได้เสียงที่ควบคุมง่ายขึ้น แม้รายละเอียดปลายเสียงอาจไม่เปิดเท่าไมโครโฟนคอนเดนเซอร์
วิธีเช็คว่า ไมโครโฟนอัดกีต้าร์โปร่ง ถ่ายทอด Attack ได้ดีหรือไม่
การฟังว่าเสียงใสหรือไม่ยังไม่เพียงพอ เพราะไมโครโฟนที่ให้เสียงใสไม่ได้แปลว่าจะช่วยเช็คจังหวะได้ดีเสมอไป
ควรทดลองเล่นรูปแบบการดีดเดิมซ้ำหลายรอบ แล้วฟังย้อนกลับด้วยหูฟังมอนิเตอร์ หรือหูฟังที่ให้เสียงค่อนข้างตรง
ตัวอย่างรูปแบบการดีดสำหรับเช็ค Attack
Down Down Up Up Down Up
หรือ
Bass Note → Chord → Bass Note → Chord
จากนั้นให้สังเกตว่า
- เสียงเริ่มต้นของโน้ตคมชัดหรือไม่
- การดีดเบาและดีดแรงต่างกันชัดหรือไม่
- รายละเอียดของปิ๊กได้ยินชัดแค่ไหน
- จังหวะ Upstroke เบาเกินไปหรือหายไปหรือไม่
- Bass Note นำหน้าหรือช้ากว่าคอร์ดหรือไม่
ถ้าได้ยินความแตกต่างเหล่านี้ชัดเจน แสดงว่าไมโครโฟนตอบสนองต่อ Attack ได้ดีพอสำหรับการฝึกซ้อมและอัดเดโม
ฟัง Attack ร่วมกับเมโทรนอม
ให้ตั้งเมโทรนอมที่ Tempo กลาง ๆ เช่น 70-90 BPM แล้วอัดรูปแบบการดีดเดิม 2-3 รอบ
ถ้าต้องการฝึกให้จังหวะนิ่งขึ้นก่อนอัดจริง ควรทบทวนวิธีเลือกและใช้ เมโทรนอมสำหรับซ้อมดนตรี เพื่อให้การฟัง Attack กับ Click แม่นยำขึ้น
รอบแรกเล่นเบา รอบที่สองเล่นน้ำหนักปกติ และรอบที่สามเล่นให้หนักขึ้นเล็กน้อย จากนั้นฟังว่า Attack อยู่กับเสียงคลิกของเมโทรนอมมากแค่ไหน
ถ้าเสียงดีดบางจังหวะออกมาก่อนเสียงคลิก และบางจังหวะตามหลังเสียงคลิก แสดงว่าปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ไมโครโฟน แต่อยู่ที่การควบคุม Timing ของมือขวา
วิธีเช็ค Body ของกีต้าร์ระหว่างอัดเดโม
หลายคนตั้งไมโครโฟนใกล้รูเสียงมากเกินไป เพราะคิดว่าจะได้เสียงกีต้าร์ใหญ่ขึ้น แต่ผลที่ได้อาจกลายเป็นเสียงเบสบวมและกลบรายละเอียดของสาย
ตำแหน่งเริ่มต้นที่ปลอดภัยกว่าคือบริเวณเฟรตที่ 12 แล้วค่อยปรับระยะและมุมของไมโครโฟนตามเสียงที่ต้องการ
หลังอัดเสร็จให้ฟังย้อนกลับและสังเกตว่า
- โน้ตมีน้ำหนักพอหรือไม่
- เสียงบางเกินไปหรือไม่
- เสียงเบสบวมจนกลบ Attack หรือไม่
- คอร์ดเปิดฟังเป็นก้อนเดียวกันเกินไปหรือไม่
- เสียงสายบนและสายล่างสมดุลกันหรือไม่
การเช็ค Body อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เข้าใจคาแรคเตอร์ของกีต้าร์ และช่วยให้เลือกตำแหน่งไมโครโฟนได้เหมาะกับเพลงมากขึ้น
เปรียบเทียบตำแหน่งใกล้รูเสียงกับเฟรต 12
ลองอัดตำแหน่งใกล้รูเสียงหนึ่งรอบ แล้วอัดตำแหน่งบริเวณเฟรตที่ 12 อีกหนึ่งรอบ โดยใช้รูปแบบการเล่นเดิม
จากนั้นฟังเทียบกันอย่างตั้งใจ
ถ้าตำแหน่งใกล้รูเสียงทำให้เบสบวมจนกลบ Attack แต่ตำแหน่งเฟรตที่ 12 ยังได้ทั้งความชัดและความอิ่ม แสดงว่าตำแหน่งหลังเหมาะกับการอัดเดโมเพื่อเช็คการเล่นมากกว่า
แนวคิดเรื่องการขยับตำแหน่งไมโครโฟนระหว่างคอกีต้าร์กับรูเสียงสอดคล้องกับคำแนะนำของ Audio-Technica เรื่องการวางไมโครโฟนเพื่อบาลานซ์ความชัดของสายและเนื้อเสียงจากบอดี้กีต้าร์
ถ้าตำแหน่งเฟรตที่ 12 ฟังบางเกินไป อาจขยับไมโครโฟนเข้าหาตัวกีต้าร์เล็กน้อย หรือปรับมุมไมโครโฟนให้รับ Body มากขึ้นโดยไม่จ่อรูเสียงตรง ๆ
ลองฟังร่วมกับคอร์ดและเมโลดี้
ถ้าเล่นกีต้าร์เดี่ยวเพียงอย่างเดียว เสียงอาจฟังดูดีเกินจริง เพราะยังไม่มีเสียงอื่นเข้ามาแย่งพื้นที่ในเพลง
ควรทดลองอัดร่วมกับองค์ประกอบอื่น เช่น
- เสียงร้อง
- เมโทรนอม
- กลองเบื้องต้น
- เบส
- เมโลดี้นำแบบง่าย ๆ
เมื่อมีเสียงอื่นเข้ามา จะรู้ทันทีว่า Body ของกีต้าร์ช่วยพยุงเพลง หรือกลายเป็นเสียงที่กินพื้นที่มากเกินไป
ถ้าผู้เล่นเข้าใจโน้ตในคอร์ดกีต้าร์อยู่แล้ว การฟังจากไฟล์ที่อัดไว้จะช่วยให้เช็คได้ชัดขึ้นว่าเสียง Root, 3rd หรือ 5th เด่นเกินไป หรือถูกกลบในจังหวะสำคัญ
ถ้ายังไม่แม่นเรื่องเสียง Root, 3rd และ 5th ในคอร์ด ควรทบทวนบทความ เจาะลึกเรื่องคอร์ดกีต้าร์ เพื่อให้ฟัง Balance ของคอร์ดจากไฟล์อัดได้เข้าใจมากขึ้น
แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับการเรียบเรียงเพลงและบทบาทของเครื่องดนตรีในมิกซ์ เพราะกีต้าร์โปร่งไม่ได้มีหน้าที่แค่เล่นคอร์ดให้ครบ แต่ต้องวางน้ำหนักเสียงให้เข้ากับเสียงร้อง เบส และ Groove ของเพลงด้วย
การฟังเสียงห้องสำคัญกว่าที่หลายคนคิด
ห้องคือส่วนหนึ่งของเสียงที่ถูกบันทึกเข้ามาเสมอ
ไมโครโฟนที่เก็บรายละเอียดได้ดีจะทำให้ได้ยินทั้งข้อดีและข้อเสียของห้องอย่างชัดเจน ถ้าห้องมีเสียงสะท้อนมาก ไมโครโฟนคอนเดนเซอร์อาจเก็บเสียงสะท้อนเข้ามาจนทำให้กีต้าร์ฟังพร่า
สัญญาณว่าห้องมีปัญหา
ระหว่างฟังย้อนกลับ ให้สังเกตอาการเหล่านี้
- เสียงสะท้อนมากเกินไป
- เสียงเบสก้องผิดปกติ
- มีเสียงสะท้อนสั้น ๆ ตามหลังโน้ต
- เสียงตบมือฟังพร่าหรือแตกกระจาย
- เสียงกีต้าร์เหมือนอยู่ไกล ทั้งที่ตั้งไมโครโฟนใกล้
- รายละเอียด Attack หายไปหลังเสียงสะท้อน
ถ้าได้ยินอาการเหล่านี้ การเปลี่ยนไมโครโฟนอย่างเดียวอาจไม่ช่วยมากเท่าการปรับตำแหน่งอัด หรือจัดการเสียงสะท้อนในห้องให้ดีขึ้น
ใช้ไมโครโฟนเป็นเครื่องมือฝึกการฟัง
การอัดและฟังย้อนกลับเป็นวิธีพัฒนา Ear Training ที่ใช้ได้จริงมาก
ผู้เล่นจะเริ่มแยกได้ว่าอะไรคือปัญหาจากเทคนิคการเล่น อะไรคือปัญหาจากตำแหน่งไมโครโฟน และอะไรคือปัญหาจากห้อง
ทักษะนี้มีประโยชน์ต่อการอัดเสียง การมิกซ์ การเล่นร่วมวง และการฟังรายละเอียดเพลงในระยะยาว
อุปกรณ์ที่ควรใช้ร่วมกับ ไมโครโฟนอัดกีต้าร์โปร่ง
ไมโครโฟนเพียงตัวเดียวอาจยังไม่พอ ถ้าต้องการอัดกีต้าร์โปร่งที่บ้านให้เช็คเสียงได้จริง ควรดูอุปกรณ์ร่วมในระบบอัดเสียงด้วย
Audio Interface
แม้จะมีไมโครโฟนคุณภาพดี แต่ถ้า Audio Interface มี Preamp ที่มีเสียงรบกวนสูง หรือปรับ Gain ได้ไม่ละเอียด สัญญาณที่ได้อาจไม่สะอาดพอสำหรับฟังรายละเอียด
ถ้าต้องการวางระบบอัดเสียงที่บ้านให้ฟังข้อผิดพลาดได้ชัดขึ้น ควรเข้าใจหลักการเลือก Audio Interface สำหรับฝึกดนตรี ควบคู่กับการเลือกไมโครโฟนด้วย
ควรเลือก Interface ที่รับความดังได้เพียงพอ ปรับ Gain ได้ละเอียด และมีเสียงรบกวนน้อย เพื่อให้ได้ยิน Attack, Body และ Dynamics ครบถ้วน
สำหรับคนที่ต้องการดูตัวอย่างการวางระบบอัดเสียงที่บ้านเพิ่มเติม หน้า Recording with Focusrite อธิบายภาพรวมเรื่อง Audio Interface, สัญญาณขาเข้า และการบันทึกเสียงเครื่องดนตรีได้ค่อนข้างตรงกับหัวข้อนี้
สำหรับการอัดซ้อม ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอุปกรณ์ราคาแพงที่สุด แต่ควรเลือกอุปกรณ์ที่ทำให้ฟังข้อผิดพลาดของตัวเองได้ชัด
หูฟังมอนิเตอร์
การฟังผ่านหูฟังทั่วไปอาจทำให้ตัดสินเสียงผิดพลาด เพราะบางรุ่นเพิ่มเบสหรือเพิ่มแหลมมากเกินไป
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าควรใช้หูฟังหรือมอนิเตอร์แบบไหนในการฟังไฟล์อัดซ้อม สามารถอ่านเรื่อง หูฟังมอนิเตอร์ vs ลำโพงมอนิเตอร์ เพื่อเลือกอุปกรณ์ฟังเสียงให้เหมาะกับพื้นที่ฝึกได้
หูฟังมอนิเตอร์ช่วยให้เช็คได้แม่นยำขึ้นว่า
- เสียงสายชัดหรือไม่
- มีเสียงห้องมากเกินไปหรือไม่
- Body ของกีต้าร์สมดุลหรือไม่
- Attack แข็งเกินไปหรือไม่
- Dynamics ของมือขวาชัดพอหรือเปล่า
ถ้าใช้หูฟังที่แต่งเสียงมาก อาจเข้าใจผิดว่าไฟล์ที่อัดไว้ดีแล้ว ทั้งที่เมื่อฟังบนลำโพงหรือระบบอื่น เสียงกีต้าร์อาจบาง บวม หรือแข็งเกินไป
ขาตั้งไมโครโฟนและสาย XLR
ขาตั้งไมโครโฟนและสาย XLR มักถูกมองข้าม แต่มีผลต่อความนิ่งของการอัดเสียงมากกว่าที่คิด
ขาตั้งที่มั่นคงช่วยให้ตำแหน่งไมโครโฟนไม่เปลี่ยนระหว่างอัด ทำให้เปรียบเทียบเสียงแต่ละรอบได้แม่นขึ้น
สาย XLR ที่เหมาะสมช่วยลดปัญหาสัญญาณรบกวน เสียงครืดคราด หรือเสียงขาด ๆ หาย ๆ ซึ่งอาจทำให้การวิเคราะห์เสียงผิดเพี้ยนได้
วิธีฝึกฟังจากการอัดเดโมให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การอัดเดโมไม่ใช่แค่การเก็บไอเดียเพลง แต่เป็นเครื่องมือฝึกที่ช่วยให้ผู้เล่นได้ยินสิ่งที่ตัวเองเล่นจริง
อัดหลายตำแหน่งแล้วเปรียบเทียบ
ลองอัดประโยคดนตรีเดียวกันจากตำแหน่งไมโครโฟนต่างกัน เช่น
- หน้าเฟรตที่ 12
- ระหว่างเฟรตที่ 12 กับรูเสียง
- เหนือไหล่ผู้เล่น
- ระยะห่างประมาณ 30-60 เซนติเมตร
จากนั้นฟังเปรียบเทียบว่า Attack, Body และเสียงห้องเปลี่ยนไปอย่างไร
อย่าเพิ่งใช้ EQ หรือเอฟเฟคในขั้นแรก เพราะควรฟังเสียงดิบก่อนว่าไมโครโฟนและตำแหน่งไมโครโฟนเก็บการเล่นออกมาอย่างไร
ฟังไฟล์อัดแบบ Solo กับฟังในบริบทเพลง
กีต้าร์โปร่งที่ฟังดีตอน Solo อาจไม่ได้แปลว่าจะอยู่ในเพลงได้ดีเสมอไป
ให้ลองฟังสองแบบ
แบบแรก ฟังกีต้าร์เดี่ยวเพื่อเช็คเสียงสาย การดีด และรายละเอียดของมือขวา
แบบที่สอง ฟังร่วมกับเสียงร้อง เบส หรือกลอง เพื่อเช็คว่ากีต้าร์มีพื้นที่พอดีหรือไม่
ถ้าฟังเดี่ยวแล้วเสียงสวยมาก แต่พออยู่ในเพลงแล้วกลบเสียงร้องหรือชนกับเบส แสดงว่าตำแหน่งไมโครโฟนหรือวิธีเล่นอาจยังไม่เหมาะกับบริบทของเพลงจริง
เช็คโน้ตในคอร์ดและการเคลื่อนของเสียง
เมื่อเริ่มฟังรายละเอียดได้ดีขึ้น ลองสังเกตว่าโน้ตแต่ละตัวในคอร์ดเด่นออกมาเท่ากันหรือไม่
บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไมโครโฟน แต่อยู่ที่มือขวาดีดสายบางเส้นแรงเกินไป ทำให้คอร์ดฟังเอียงไปทางเสียงใดเสียงหนึ่ง
การฟังลักษณะนี้ช่วยพัฒนาความเข้าใจเรื่อง Harmony, Voice Leading และ Balance ของคอร์ดกีต้าร์ได้ดี เพราะผู้เล่นจะได้ยินว่าเสียงในคอร์ดกำลังเคลื่อนและสัมพันธ์กับเมโลดี้อย่างไร
ถ้าฝึกอ่านโน้ตดนตรีหรือเข้าใจโครงสร้างคอร์ดอยู่แล้ว การอัดเสียงย้อนกลับจะช่วยเชื่อมทฤษฎีเข้ากับการเล่นจริงได้เร็วขึ้น
การเลือกไมโครโฟนที่ดีควรตอบโจทย์การพัฒนาฝีมือมากกว่าตัวเลขสเปค
ไมโครโฟนที่เหมาะกับการอัดกีต้าร์โปร่งไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นที่แพงที่สุด แต่ควรเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ได้ยินรายละเอียดการเล่นอย่างตรงไปตรงมา
สิ่งที่ควรเช็คคือ ไมโครโฟนช่วยให้ฟัง Attack ได้ชัดไหม ฟัง Body ได้พอดีไหม ถ่ายทอด Dynamics ได้จริงไหม และทำให้ได้ยินเสียงห้องในระดับที่นำไปปรับปรุงได้หรือไม่
เมื่อสามารถฟังย้อนกลับแล้วแยกข้อดีข้อเสียของการเล่นได้ชัดขึ้น การซ้อมแต่ละครั้งจะมีเป้าหมายมากขึ้น การอัดเดโมจะมีคุณภาพขึ้น และการเรียบเรียงเพลงจะตัดสินใจได้แม่นกว่าเดิม
การเลือกไมโครโฟนสำหรับอัดกีต้าร์โปร่งจึงควรมองเป็นการลงทุนด้านการฟัง การฝึก และการพัฒนาการเล่น มากกว่าการเลือกอุปกรณ์ตามสเปคเพียงอย่างเดียว





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น