ถ้าคุณกำลังมองหาชุดกลองที่ยกระดับจากรุ่นเริ่มต้นขึ้นมาอีกขั้น กลองชุด Tama Starclassic Performer เป็นรุ่นที่น่าสนใจมาก เพราะจุดเด่นของรุ่นนี้ไม่ได้มีเพียงความสวยงามของงานประกอบ แต่ยังรวมถึงโครงสร้างไม้ การตอบสนองของเสียง และรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ส่งผลต่อการเล่นจริงอย่างชัดเจน เสียงของรุ่นนี้ให้ทั้งความคม ความอุ่น และความนิ่งอยู่ในชุดเดียว จึงเหมาะกับคนที่ต้องการกลองสำหรับซ้อม เล่นสด และต่อยอดไปสู่งานอัดเสียงได้ โดยไม่รู้สึกว่าต้องรีบเปลี่ยนชุดใหม่ในเวลาไม่นาน
โครงสร้างไม้ Hybrid Maple/Birch ให้เสียงแบบไหน
หัวใจสำคัญของรุ่นนี้คือโครงสร้างไม้แบบ Hybrid ระหว่าง Birch และ Maple ซึ่งเป็นการจับคู่ที่มือกลองหลายคนชอบ เพราะให้ลักษณะเสียงที่ฟังง่าย ใช้งานได้กว้าง และปรับเข้ากับแนวเพลงได้หลายแบบ
- Birch ช่วยให้เสียงคม ชัด และเก็บรายละเอียดได้ดี เมื่อตีลงไปเสียงจะออกมาชัด โดยเฉพาะเสียง Tom และเสียงช่วงต้น
- Maple ช่วยเพิ่มความอุ่น ความหนา และทำให้หางเสียงฟังลื่นขึ้น จึงช่วยให้โทนโดยรวมไม่แข็งจนเกินไป
- เมื่อนำไม้ทั้งสองชนิดมารวมกัน เสียงที่ได้จะมีทั้งความชัดและความเต็ม จึงเหมาะกับคนที่อยากได้กลองชุดเดียวที่ใช้ได้หลายแนวเพลง
- สำหรับมือใหม่ โครงสร้างแบบนี้มีข้อดีตรงที่ฟังง่าย และไม่ทำให้รู้สึกว่าเสียงบางเกินไปหรือทึบเกินไปจนควบคุมยาก
รายละเอียดของตัวกลองก็มีผลต่อเสียงโดยตรงเช่นกัน
- Tom, Floor Tom และ Snare ใช้ความหนา 6 มิลลิเมตร ในโครงสร้าง 4 ชั้น Birch และ 2 ชั้น Maple
- Bass Drum ใช้ความหนา 7 มิลลิเมตร ในโครงสร้าง 5 ชั้น Birch และ 2 ชั้น Maple
- ความหนาที่ต่างกันช่วยให้กลองแต่ละใบทำหน้าที่ของตัวเองได้ชัด โดย Bass Drum ให้แรงส่งที่แน่น ส่วน Tom ยังคงให้เสียงเปิดและตอบสนองได้คล่อง
หากมองในแง่การใช้งานจริง โครงสร้างแบบนี้เหมาะมากกับคนที่ต้องการกลองที่เก็บเสียงด้วย Microphone ได้ง่าย เสียงไม่บาง และไม่ต้องปรับแต่งมากตั้งแต่เริ่มใช้งาน
ถ้าต้องการดูสเปกทางการของรุ่นนี้จากผู้ผลิต ลองดู Starclassic Performer Drum Kits ของ TAMA เพิ่มเติมได้
กลองชุด Tama Starclassic Performer กับระบบ Star-Cast ที่ช่วยให้กลองกังวานและจัดวางง่าย
อีกจุดหนึ่งที่ทำให้รุ่นนี้ต่างจากกลองระดับทั่วไปคือระบบ Star-Cast Mounting System ซึ่งเป็นระบบยึด Tom ที่ Tama พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ตัวกลองสั่นได้เต็มขึ้น
- ข้อดีสำคัญคือช่วยลดแรงกดที่ตัวกลอง ทำให้กลองกังวานได้ดีขึ้น
- เวลาจัดตำแหน่ง Tom จะทำได้สะดวกกว่า จึงตั้งมุมการตีให้เข้ามือได้ง่าย
- สำหรับคนที่นั่งตีกลองนาน ๆ ความสบายในการจัดวางตำแหน่งมีความสำคัญมาก เพราะช่วยลดอาการเกร็งของไหล่และข้อมือ
- ในงานเล่นสด ระบบยึดที่มั่นคงยังช่วยให้กลองนิ่ง ไม่ขยับง่ายเมื่อตีแรง
มือใหม่บางคนอาจยังไม่คุ้นกับคำว่า Resonance หากอธิบายแบบง่ายที่สุด คำนี้หมายถึงความกังวานและการสั่นต่อของตัวกลองหลังจากเราตีลงไป ดังนั้นระบบยึดที่ดีจึงไม่ได้ช่วยเพียงเรื่องความแข็งแรง แต่ยังช่วยให้เสียงเปิด ฟังสบาย และเป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วย
ถ้าอยากดูรายละเอียดของระบบยึดนี้โดยตรง สามารถดูหน้า Star-Cast Mounting System ของ TAMA เพิ่มเติมได้
Die-Cast Hoops ช่วยเรื่องอะไรบ้าง
ขอบกลองหรือ Hoops เป็นชิ้นส่วนที่หลายคนมักมองข้าม แต่จริง ๆ แล้วมีผลทั้งต่อการตั้งเสียงและลักษณะเสียงโดยรวม รุ่นนี้ใช้ Die-Cast Hoops ซึ่งมีความหนาแน่นและรูปทรงคงที่กว่าขอบแบบพับทั่วไป
- ช่วยให้การตั้งเสียงนิ่งขึ้น เพราะแรงดึงจากน็อตกระจายได้สม่ำเสมอกว่า
- เวลาตี Rimshot จะได้แรงกระแทกที่ชัดและหนักแน่นขึ้น
- เสียงช่วงต้นจะออกมาคมกว่า จึงเหมาะกับคนที่ชอบความชัดเจนของกลองแต่ละใบ
- เมื่อต้องปรับเสียงกลองก่อนขึ้นเวทีหรือเข้าห้องอัด จะทำงานได้ง่ายขึ้น เพราะกลองตอบสนองต่อการปรับความตึงได้ค่อนข้างตรง
ถ้าคุณเคยเจอปัญหาตั้งเสียงแล้วเพี้ยนง่าย ขอบกลองที่มีคุณภาพดีจะช่วยลดความยุ่งยากระหว่างใช้งานได้มาก
หนังกลอง Evans ของ กลองชุด Tama Starclassic Performer ใช้งานได้มากแค่ไหน
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือรุ่นนี้ติดหนังกลองจาก Evans มาให้ตั้งแต่โรงงาน ซึ่งถือว่าใช้งานจริงได้ดี ไม่ใช่หนังกลองพื้นฐานที่มีไว้เพียงให้พอใช้งานในช่วงแรก
ถ้าอยากดูรายละเอียดของหนังกลองฝั่ง Tom และ Snare เพิ่มเติม ลองดูข้อมูล EVANS G1 Coated จากผู้ผลิตได้
- Tom ใช้ Evans G1 Coated ให้โทนเปิด ฟังง่าย และเก็บรายละเอียดการตีได้ดี
- Bass Drum ใช้ Evans EQ4 ซึ่งเหมาะกับคนที่ต้องการเสียงแน่น กระชับ และควบคุมได้ง่าย
- ฝั่ง Resonant ของชุดก็ออกแบบมาให้ทำงานเข้ากับเสียงรวมของกลองได้ดี จึงยังไม่จำเป็นต้องรีบเปลี่ยนทันทีหลังซื้อ
- ถ้าคุณยังอยู่ในช่วงหาลักษณะเสียงที่ตัวเองชอบ หนังกลองชุดนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะช่วยให้ฟังออกง่ายว่ากลองตอบสนองแบบไหน
ส่วนคนที่อยากเช็คบุคลิกเสียงของหนังกลองกระเดื่องเพิ่มเติม สามารถดูข้อมูล EVANS EQ4 Clear จากผู้ผลิตได้เช่นกัน
สำหรับมือใหม่ เรื่องหนังกลองมีผลมากกว่าที่คิด เพราะต่อให้ตัวกลองดีแค่ไหน หากหนังกลองไม่เข้ากัน เสียงที่ออกมาก็อาจยังดึงศักยภาพของกลองออกมาได้ไม่เต็มที่ รุ่นนี้จึงได้เปรียบตรงที่เริ่มต้นได้ดีตั้งแต่แรก
ขนาดกลอง 5 ใบของ กลองชุด Tama Starclassic Performer เหมาะกับงานอะไร
ชุดนี้เป็นแบบ 5-Piece Shell Pack ซึ่งถือว่าเป็นขนาดที่สมดุลมากสำหรับการใช้งานจริง ทั้งในห้องซ้อมและบนเวที
- Bass Drum ขนาด 22 x 16 นิ้ว ให้แรงส่งดี ใช้ได้กว้างตั้งแต่ Pop ไปจนถึง Rock
- Tom ขนาด 10 x 7 และ 12 x 8 นิ้ว ช่วยให้วางเสียงไล่กันได้ชัด เวลาตี Fill แล้วฟังลื่น
- Floor Tom ขนาด 14 x 12 และ 16 x 14 นิ้ว ให้โทนต่ำที่เต็มและมีน้ำหนัก ช่วยสร้างมิติให้ทั้งชุด
- ขนาดทั้งหมดนี้ถือเป็นชุดมาตรฐานที่หาแนวทางปรับเสียงและหาอุปกรณ์เสริมได้ไม่ยาก
ในแง่การใช้งาน ชุดขนาดนี้เหมาะกับหลายสถานการณ์
- ใช้ซ้อมประจำ เพราะจัดวางตำแหน่งไม่ยากและคุ้นมือได้เร็ว
- ใช้เล่นสด เพราะให้ภาพรวมของชุดที่ดูเต็มเวทีและมีช่วงเสียงค่อนข้างครบ
- ใช้อัดเสียงได้ดี เพราะกลองแต่ละใบมีหน้าที่ชัด และปรับเสียงให้แยกกันได้ง่าย
ถ้ายังไม่คุ้นกับการนับค่าโน้ตและจังหวะย่อย ลองอ่าน การอ่านโน้ตดนตรี ตัวเขบ็จ และเครื่องหมายหยุด เพิ่มเติม จะช่วยให้การซ้อมกลองเป็นระบบมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม รุ่นนี้เป็น Shell Pack จึงไม่มี Snare และ Cymbals มาให้ ผู้ซื้อจึงควรวางแผนเรื่องงบประมาณในส่วนนี้ไว้ตั้งแต่ต้น
ถ้าคุณกำลังเริ่มจัดชุดซ้อมและยังไม่แน่ใจว่าเมโทรนอมแบบไหนเหมาะกับการฝึกของตัวเอง ลองอ่าน เมโทรนอมสำหรับซ้อมดนตรี เลือกแบบไหนดี เพิ่มเติมได้
การเลือก Snare และ Cymbals ให้เข้ากับชุดนี้
ข้อดีของการซื้อแบบ Shell Pack คือคุณสามารถเลือกอุปกรณ์เสริมให้เข้ากับแนวเพลงและลักษณะการตีของตัวเองได้มากกว่าการซื้อแบบชุดสำเร็จ
- ถ้าชอบโทนคม ตอบสนองไว และใช้ได้หลายแนว Snare ขนาด 14 นิ้วที่เป็นไม้ Maple หรือโลหะอย่าง Brass มักเข้ากับชุดลักษณะนี้ได้ดี
- ถ้าเล่นเพลง Pop หรือ Modern Rock การมี Crash ที่เปิดง่ายและ Ride ที่คมพอเหมาะ จะช่วยให้เสียงรวมของทั้งชุดสมดุลขึ้น
- ถ้าชอบงานที่มีลูกเล่นมือเบาเยอะ เช่น Ghost Note หรือการคุม Dynamic อย่างละเอียด ควรเลือก Snare ที่ตอบสนองไวและไม่ทึบเกินไป
- Hi-Hat เป็นชิ้นที่ควรลองด้วยตัวเองมาก เพราะมีผลต่อความรู้สึกในการเล่นแทบทุกเพลง
- คนที่มี Cymbals อยู่แล้วอาจมองว่าชุดแบบนี้คุ้มกว่า เพราะสามารถนำของเดิมมาจับคู่กับตัวกลองใหม่ได้ทันที
การเลือกอุปกรณ์เสริมให้เหมาะ ไม่ได้หมายความว่าต้องแพงที่สุด แต่ควรเลือกให้ตรงกับเพลงที่คุณเล่นบ่อยที่สุด จะทำให้ใช้งานได้คุ้มกว่าในระยะยาว
การตั้งเสียงและการดูแลรักษาให้ใช้งานได้นาน
กลองที่ดีจะเห็นคุณค่าได้ชัดขึ้นเมื่อถูกตั้งเสียงอย่างเหมาะสมและดูแลอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้ Hardware และงานเคลือบในระดับค่อนข้างสูง
- เวลาเริ่มปรับเสียง Tom ควรไล่ระดับเสียงจากใบเล็กไปใบใหญ่ให้ต่างกันพอดี เพื่อให้เวลาตี Fill แล้วได้ความต่อเนื่องของโทน
- Bass Drum ถ้าต้องการเสียงแน่นและชัด ควรเช็คความสัมพันธ์ของ Batter Head และ Resonant Head ให้สมดุล ไม่หย่อนด้านหนึ่งมากเกินไป
- ตอนขันน็อต ควรขันแบบไขว้ทีละน้อย เพื่อให้แรงดึงกระจายเท่ากันทั้งรอบ
- หลังใช้งานควรเช็ดฝุ่น คราบเหงื่อ และคราบมือ โดยเฉพาะจุด Hardware และขอบโลหะ เพื่อช่วยลดความหมองและการเกิดสนิม
- ถ้าต้องขนย้ายบ่อย ควรใช้กระเป๋าหรือ Case ที่พอดีกับขนาดกลอง เพื่อป้องกันผิวเคลือบ Lacquer และขอบตัวกลอง
- ควรตรวจเช็คขาจับ Tom จุดล็อกต่าง ๆ และขา Floor Tom เป็นระยะ เพื่อให้กลองนิ่งและพร้อมใช้งานเสมอ
สำหรับมือใหม่ การดูแลพื้นฐานเหล่านี้ช่วยให้กลองอยู่กับเราได้นาน และยังทำให้การตั้งเสียงในแต่ละครั้งง่ายขึ้นด้วย
ถ้าอยากให้การซ้อมกลองนิ่งขึ้นพร้อมกัน ลองอ่าน ซ้อมเมโทรนอมให้จังหวะแม่น ทำอย่างไรให้จังหวะย่อยลงตัวขึ้นจริง ควบคู่กัน จะช่วยเรื่องการคุมเวลาและจังหวะย่อยได้มากขึ้น
กลองชุด Tama Starclassic Performer เหมาะกับใคร
แม้รุ่นนี้จะมีภาพลักษณ์เป็นกลองสำหรับผู้เล่นจริงจัง แต่ก็ไม่ได้แปลว่ามือกลองที่ยังไม่ถึงระดับอาชีพจะใช้ไม่ได้ ตรงกันข้าม หากคุณอยากซื้อชุดที่ใช้ได้นานและไม่ต้องรีบเปลี่ยนเร็ว รุ่นนี้ถือว่าน่าสนใจมาก
- เหมาะกับคนที่กำลังอัปเกรดจากกลองเริ่มต้นและอยากได้ความต่างของเสียงที่ชัดเจนขึ้น
- เหมาะกับผู้เล่นที่ต้องการชุดเดียวใช้ได้ทั้งซ้อม เล่นสด และอัดเสียง
- เหมาะกับคนที่ให้ความสำคัญกับวัสดุ งานประกอบ และความนิ่งของ Hardware
- เหมาะกับผู้ที่ชอบเลือก Snare และ Cymbals เอง เพื่อจัดลักษณะเสียงให้ตรงกับแนวเพลง
- เหมาะกับคนที่อยากได้โทนเสียงที่ไม่เฉพาะทางเกินไป ใช้งานได้กว้างในหลายสถานการณ์
ถ้ามองแบบตรงไปตรงมา รุ่นนี้อาจไม่ใช่ชุดที่ราคาย่อมเยาที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้น แต่เป็นชุดที่ช่วยให้คุณพัฒนาต่อได้อีกนานโดยไม่รู้สึกติดข้อจำกัดง่าย
สิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ Shell Pack ระดับกลางถึงโปร
ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรเข้าใจว่าความคุ้มค่าของกลองไม่ได้อยู่ที่จำนวนชิ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูทั้งวัสดุ รายละเอียดของ Hardware และความเหมาะสมกับการใช้งานจริงด้วย
- Shell Pack เหมาะกับคนที่ต้องการเลือกส่วนประกอบเองมากกว่าการซื้อทั้งชุดแบบสำเร็จรูป
- ถ้าคุณมี Snare, Cymbals หรือ Hardware บางชิ้นอยู่แล้ว การซื้อแบบนี้อาจประหยัดกว่าการซื้อชุดเต็ม
- ถ้ายังไม่มีอุปกรณ์เลย ควรคำนวณงบรวมทั้ง Snare, Cymbals, ขาตั้ง, กระเดื่อง และเก้าอี้กลองไว้พร้อมกัน
- ควรดูขนาดพื้นที่ใช้งานด้วย เพราะกลอง 5 ใบพร้อมอุปกรณ์ครบชุดต้องใช้พื้นที่พอสมควร
- สีและงานเคลือบก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ โดยรุ่นนี้มีสีให้เลือกหลายแบบ เช่น Caramel Aurora, Crimson Red Water, Steel Blue Burst, Sky Blue Aurora, Piano Black และ Dark Fade Cherry
- ถ้าคุณชอบกลองที่ดูดีบนเวทีและถ่ายภาพออกมาสวย งานผิวของรุ่นนี้ก็ถือเป็นอีกจุดที่น่าใส่ใจ
การตัดสินใจที่ดีจึงไม่ใช่การดูแค่ว่าเสียงดีหรือไม่ แต่ต้องดูด้วยว่าเสียงแบบนั้นตรงกับเพลงที่คุณเล่น และคุ้มกับอุปกรณ์ที่คุณมีอยู่แล้วหรือไม่
สรุปภาพรวมการใช้งานจริง
หากมองจากวัสดุ การออกแบบ และความยืดหยุ่นในการนำไปใช้งาน รุ่นนี้เป็นกลองที่ให้ความรู้สึกสมดุลมาก ตีแล้วเสียงออกง่าย ปรับเสียงไม่ยาก และมีพื้นฐานที่ดีพอสำหรับต่อยอดในระยะยาว จุดเด่นอยู่ที่โครงสร้างไม้ Hybrid ที่ให้ทั้งความคมและความอุ่น ระบบยึด Tom ที่ช่วยให้กลองกังวานขึ้น ขอบกลองที่ช่วยให้ตั้งเสียงนิ่ง และขนาดชุดที่เหมาะกับการใช้งานหลายรูปแบบ แม้จะเป็นชุดที่ไม่ได้แถมทุกอย่างมาครบ แต่ก็เปิดโอกาสให้ผู้เล่นเลือกประกอบเสียงของตัวเองได้อย่างจริงจัง จึงเหมาะกับคนที่อยากได้กลองชุดคุณภาพดี ใช้ได้นาน และพร้อมพัฒนาไปพร้อมกับฝีมือของตัวเอง
คลิป YouTube
เครดิต : Sweetwater
สนใจสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ได้ที่ Lazada และ Shopee ได้เลยที่นี่
🛒สั่งซื้อได้ที่นี่





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น