Epiphone Les Paul Standard 50s กีต้าร์ไฟฟ้ากลิ่นอายวินเทจที่ให้ทั้งเสียงหนาและสัมผัสการเล่นแบบคลาสสิก

Epiphone Les Paul Standard 50s สองสี พร้อมกระเป๋ากีต้าร์ และข้อความโปรโมชันจาก CT MUSIC

     กีต้าร์ทรง Les Paul เป็นทรงยอดนิยมที่มือดนตรีหลายคนคุ้นเคย เพราะให้โทนเสียงหนา อุ่น และมีน้ำหนักเสียงที่ชัดเจน รุ่น Epiphone Les Paul Standard 50s ถ่ายทอดเสน่ห์ของกีต้าร์ยุค 1950s ออกมาได้อย่างครบถ้วน ทั้งรูปลักษณ์ วัสดุ และลักษณะเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ จุดเด่นของรุ่นนี้คือให้กลิ่นอายแบบวินเทจ แต่ก็ยังหยิบมาใช้งานได้ง่ายในหลายโอกาส จึงเหมาะทั้งกับมือใหม่ที่กำลังมองหากีต้าร์ตัวแรกอย่างจริงจัง และผู้เล่นที่ต้องการกีต้าร์เสียงคลาสสิกสำหรับใช้ซ้อม เล่นสด หรืออัดเสียง


โครงสร้างและวัสดุ: จุดเริ่มต้นของเสียงแบบ Les Paul

     เสน่ห์สำคัญของกีต้าร์ทรงนี้ไม่ได้อยู่แค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่เริ่มตั้งแต่วัสดุและวิธีประกอบที่มีผลต่อเสียงโดยตรง รุ่นนี้ใช้ตัวกีต้าร์ที่ทำจากไม้ Mahogany เป็นหลัก ไม้ชนิดนี้ขึ้นชื่อเรื่องโทนเสียงอุ่น แน่น และเด่นในย่านเสียงกลาง เมื่อเล่นคอร์ดจะให้ความรู้สึกเต็มและหนักแน่น ส่วนเวลาเล่นโน้ตเดี่ยวก็ยังคงมีเนื้อเสียงชัดเจน


     ด้านหน้าของตัวกีต้าร์เสริมด้วย Maple Cap ซึ่งช่วยเพิ่มความคมและความชัดของปลายเสียง ทำให้เสียงไม่ทึบจนเกินไป เมื่อทำงานร่วมกับไม้ Mahogany จึงได้สมดุลที่หลายคนชื่นชอบ คือมีทั้งความหนา ความอุ่น และความชัดอยู่ในตัวเดียวกัน


     ส่วนลายไม้ด้านหน้าที่ดูโดดเด่นมาจาก AAA Flame Maple Veneer จุดนี้ช่วยเสริมความสวยงามโดยตรง ทำให้กีต้าร์มีภาพลักษณ์แบบ Flame Top ที่ดูคลาสสิกและมีมิติมากขึ้น จึงเหมาะกับผู้ที่ให้ความสำคัญทั้งเรื่องเสียงและรูปลักษณ์ของเครื่องดนตรี

Epiphone Les Paul Standard 50s สีเชอร์รี่ซันเบิร์สต์ มุมตรงเต็มตัว เห็นบอดี้ คอ ฟิงเกอร์บอร์ด และปิ๊กอัพชัดเจน

Epiphone Les Paul Standard 50s กับคอและฟิงเกอร์บอร์ดที่เล่นง่ายและจับถนัดมือ

     คอของรุ่นนี้ทำจากไม้ Mahogany และออกแบบเป็นทรง ’59 Rounded Medium C ซึ่งให้ความรู้สึกเต็มมือมากกว่าคอบางแบบสมัยใหม่ ผู้เล่นที่ชอบคอจับถนัดมือ เล่นคอร์ดแล้วรู้สึกมั่นคง หรือชอบความรู้สึกแบบกีต้าร์ยุคเก่า มักจะคุ้นมือกับทรงคอลักษณะนี้ได้ง่าย


     อีกจุดที่น่าสนใจคือการยึดคอแบบ Set Neck พร้อม Long Tenon ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ช่วยให้แรงสั่นสะเทือนจากสายส่งผ่านจากคอไปยังตัวกีต้าร์ได้ดีขึ้น ผลที่ได้คือเสียงมีความต่อเนื่องมากขึ้น และมี Sustain ยาวขึ้นด้วย เรื่องนี้มีประโยชน์มากเวลาเล่นทำนอง เล่น Solo หรือปล่อยโน้ตค้างเพื่อเน้นอารมณ์ของเพลง


     ฟิงเกอร์บอร์ดใช้ไม้ Laurel พร้อม Inlay ทรง Trapezoid ที่ช่วยให้ภาพรวมของกีต้าร์ยังคงเอกลักษณ์แบบ Les Paul อย่างชัดเจน ส่วน Fret แบบ Medium Jumbo จำนวน 22 Fret ก็ช่วยให้การกดสายทำได้ง่ายขึ้น เล่นได้ลื่นขึ้น และควบคุมโน้ตได้สะดวกกว่าเดิม โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ยังอยู่ในช่วงฝึกพื้นฐาน

หัวกีต้าร์ Epiphone Les Paul Standard 50s เห็นโลโก้ ลูกบิด หน้านัท และฟิงเกอร์บอร์ดช่วงบน

Epiphone Les Paul Standard 50s กับระบบเสียงที่ถ่ายทอดความวินเทจแท้

     บุคลิกเสียงของกีต้าร์รุ่นนี้ได้มาจาก Pickup ProBucker 1 ที่ตำแหน่งคอ และ ProBucker 2 ที่ตำแหน่ง Bridge ซึ่งออกแบบมาเพื่อถ่ายทอดอารมณ์เสียงแบบ Humbucker ยุคเก่าให้ใกล้เคียงมากขึ้น เสียงที่ได้จึงมีความอุ่น หนา และมีมิติ ฟังแล้วไม่แบน และยังตอบสนองต่อการเล่นได้ดี


     เมื่อเลือกใช้ Pickup ตำแหน่งคอ เสียงจะนุ่ม อิ่ม และเหมาะกับการเล่นทำนองหรือคอร์ดที่ต้องการความอบอุ่นเป็นพิเศษ ส่วน Pickup ตำแหน่ง Bridge จะให้เสียงที่พุ่งกว่า คมกว่า และเหมาะกับการเล่น Riff หรือ Solo ที่ต้องการให้เสียงเด่นขึ้นจากวง

บอดี้หน้ากีต้าร์โทนซันเบิร์สต์

     อีกจุดที่ทำให้รุ่นนี้น่าสนใจคือวงจรแบบ 50s Wiring ซึ่งช่วยให้เมื่อลดปุ่ม Volume ลง เสียงยังคงความใสและรายละเอียดไว้ได้ดี ผู้เล่นจึงควบคุมระดับความหนา ความแตก และน้ำหนักเสียงจากตัวกีต้าร์ได้ง่ายขึ้น โดยไม่รู้สึกว่าเสียงหม่นลงเร็วเกินไป


     นอกจากนี้ยังใช้ CTS Potentiometers ซึ่งช่วยให้การตอบสนองของปุ่มควบคุมมีความนิ่งและแม่นยำมากขึ้น ทำให้การปรับเสียงระหว่างเล่นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และช่วยให้ผู้เล่นควบคุมเสียงได้มั่นใจขึ้นในสถานการณ์จริง


Hardware ที่ช่วยให้เล่นง่ายขึ้นในชีวิตจริง

     รายละเอียดด้าน Hardware เป็นเรื่องที่ส่งผลต่อการใช้งานจริงมากกว่าที่หลายคนคิด รุ่นนี้ติดตั้ง Bridge แบบ LockTone Tune-O-Matic และ Stop Bar Tailpiece ซึ่งช่วยให้สายอยู่กับที่ได้มั่นคงขึ้น ช่วยให้การตั้งสายมีความนิ่ง และยังส่งผลดีต่อ Sustain ด้วย

โคลสอัปปุ่มโวลุ่ม โทน สะพานสาย และลายไม้หน้าบอดี้โทนเหลืองแดง

     ลูกบิด Epiphone Vintage Deluxe ให้ภาพลักษณ์แบบคลาสสิก ขณะเดียวกันก็ช่วยให้การตั้งสายทำได้มั่นคงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการซ้อม เล่นสด หรืออัดเสียง ผู้เล่นจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการจูนมากเกินไปในการใช้งานประจำวัน


     ส่วน Nut จาก Graph Tech เป็นอีกจุดที่ช่วยให้การตั้งสายมีความเสถียรมากขึ้น เพราะลดแรงเสียดทานของสายบริเวณร่อง Nut ทำให้เมื่อตั้งสายหรือดันสายแล้ว สายมีโอกาสกลับมาที่คีย์เดิมได้ดีขึ้น ผู้เล่นมือใหม่จึงมักรู้สึกว่ากีต้าร์เล่นง่ายขึ้น และมีปัญหาจุกจิกระหว่างใช้งานน้อยลง


Epiphone Les Paul Standard 50s กับการใช้งานจริงและแนวเพลงที่เหมาะ

     กีต้าร์ลักษณะนี้เหมาะมากกับแนว Blues, Rock และ Classic Rock เพราะให้เสียงอุ่น หนา และมีพลัง แต่ในทางใช้งานจริงก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่แนววินเทจเท่านั้น เนื่องจาก Pickup และวงจรของรุ่นนี้ยังเปิดทางให้ปรับเสียงไปใช้กับ Pop Rock หรือเพลงร่วมสมัยได้เช่นกัน


     จุดเด่นคือผู้เล่นสามารถเปลี่ยนอารมณ์เสียงได้จากการเลือกตำแหน่ง Pickup และการปรับปุ่ม Volume กับ Tone บนตัวกีต้าร์โดยตรง หากต้องการเสียง Clean ที่อิ่มและฟังสบาย Pickup คอจะตอบโจทย์มาก แต่หากต้องการเสียงแตกที่ชัดและตัดผ่านวงได้ดี Pickup ตำแหน่ง Bridge จะให้ลักษณะเสียงที่เหมาะกว่า


     ด้วยระบบควบคุมแบบ 2 Volume และ 2 Tone ผู้เล่นจึงปรับสมดุลของเสียงได้ละเอียดขึ้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการเรียนรู้ว่าปุ่มควบคุมแต่ละส่วนมีผลต่อเสียงอย่างไร เพราะเพียงหมุนปุ่มเล็กน้อย ก็สามารถเปลี่ยนบุคลิกของเสียงได้อย่างชัดเจน


ดีไซน์ที่ไม่ได้มีดีแค่ความสวย

     กีต้าร์รุ่นนี้มีจุดเด่นด้านภาพลักษณ์อย่างชัดเจน ทั้งสี Cherry Sunburst และ Bourbon Burst ที่ให้บรรยากาศแบบวินเทจ ขอบสีครีมรอบตัวกีต้าร์และฟิงเกอร์บอร์ด รวมถึงปุ่มควบคุมแบบ Gold Top Hat ที่ช่วยให้ภาพรวมดูเป็น Les Paul แบบดั้งเดิมมากขึ้น

Epiphone Les Paul Standard 50s สีเบอร์เบินเบิร์สต์ มุมตรงเต็มตัว เห็นลายไม้หน้า ปิ๊กการ์ด และฮาร์ดแวร์ชัดเจน

     ความสวยงามเหล่านี้ไม่ได้มีผลเพียงเรื่องรูปลักษณ์ แต่ยังมีผลต่อความรู้สึกของผู้เล่นด้วย เพราะกีต้าร์ที่สวย ถูกใจ และจับแล้วรู้สึกใช่ มักทำให้อยากหยิบขึ้นมาเล่นบ่อยขึ้น เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับมือใหม่ เพราะยิ่งหยิบมาฝึกบ่อยเท่าไร ก็ยิ่งพัฒนาฝีมือได้ต่อเนื่องมากขึ้นเท่านั้น


ไม้แต่ละส่วนส่งผลต่อโทนเสียงอย่างไร

  • บอดี้ไม้ Mahogany ช่วยให้เสียงมีความอุ่นและหนา เสียงย่านกลางจะเด่นชัดขึ้น ทำให้เวลาตีคอร์ดแล้วเสียงฟังเต็มและมีน้ำหนัก เหมาะกับผู้ที่ชอบกีต้าร์เสียงแน่น
  • Maple Cap ช่วยเพิ่มความชัดและความคมของปลายเสียง ทำให้เสียงไม่ทึบเกินไป โดยเฉพาะเวลาเล่นคอร์ดหรือเล่นโน้ตเดี่ยวต่อเนื่อง
  • AAA Flame Maple Veneer มีหน้าที่เด่นในเรื่องความสวยงามของลายไม้ ทำให้ด้านหน้ากีต้าร์ดูมีมิติ และให้ภาพลักษณ์แบบกีต้าร์วินเทจระดับสูง
  • ฟิงเกอร์บอร์ดไม้ Laurel ให้สัมผัสการเล่นที่ลื่นมือ และรองรับการใช้งานได้หลากหลาย ทั้งเล่นคอร์ด เล่นทำนอง และ Solo
  • งานเคลือบแบบ Gloss ช่วยให้ผิวกีต้าร์ดูเงางาม และช่วยปกป้องผิวไม้ในระดับหนึ่งเมื่อใช้งานต่อเนื่อง

ด้านหลังกีต้าร์คอไม้สีแดง โชว์ลายไม้หลังบอดี้ ฝาหลังวงจร และแนวคอเต็มตัว

สัมผัสขณะเล่นที่ผู้ใช้จะรู้สึกได้จากสเปกจริง

  • ทรงคอ ’59 Rounded Medium C เหมาะกับผู้เล่นที่ชอบคอแน่นมือ เพราะจับแล้วรู้สึกมั่นคงเวลาเล่นคอร์ดหรือเล่น Riff
  • Scale Length 24.75 นิ้ว ช่วยให้แรงตึงของสายไม่มากเกินไป เวลาดันสายหรือใส่ Vibrato จึงทำได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้เล่นส่วนใหญ่
  • Radius ของฟิงเกอร์บอร์ด 12 นิ้ว เป็นค่าที่ค่อนข้างสมดุล เล่นคอร์ดก็สบาย เล่น Solo ก็คล่อง จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการกีต้าร์ตัวเดียวแล้วใช้งานได้กว้าง
  • Fret แบบ Medium Jumbo ช่วยให้กดสายได้ถนัดมากขึ้น นิ้วไม่จมลงไปกับฟิงเกอร์บอร์ดมากเกินไป จึงเล่นเทคนิคพื้นฐานอย่าง Hammer-On, Pull-Off หรือ Bend ได้ง่ายและควบคุมได้สะดวก
  • Nut จาก Graph Tech และลูกบิด Vintage Deluxe ช่วยให้การตั้งสายมีความเสถียรมากขึ้น ลดปัญหาจูนเพี้ยนจากการใช้งานทั่วไป
  • สายเบอร์ .010–.046 ที่ติดมาจากโรงงานเป็นขนาดมาตรฐานที่เล่นง่าย เหมาะทั้งกับการฝึก และการนำไปปรับตั้งเพิ่มเติมในภายหลัง


แนวทางใช้งานร่วมกับแอมป์และเอฟเฟคให้ได้เสียงชัดขึ้น

  • หากต้องการเสียง Clean ที่หนาและนุ่ม ควรเริ่มจาก Pickup คอ แล้วปรับ Tone ลงเล็กน้อยเพื่อให้เสียงนุ่มและฟังสบายขึ้น
  • หากต้องการเสียงคอร์ดที่คมขึ้นและแยกตัวโน้ตได้ดี ตำแหน่งกึ่งกลางของสวิตช์จะช่วยให้เสียงมีความสมดุลมากขึ้น
  • หากต้องการเสียง Riff หรือ Solo ที่เด่นชัด Pickup ตำแหน่ง Bridge จะให้เสียงพุ่ง และตอบสนองกับ Overdrive หรือ Distortion ได้ดี
  • วงจรแบบ 50s Wiring ช่วยให้ผู้เล่นปรับปุ่ม Volume บนตัวกีต้าร์แล้วบุคลิกเสียงยังชัดอยู่ จึงเหมาะกับผู้ที่ชอบควบคุมเสียงจากมือและจากตัวกีต้าร์ไปพร้อมกัน
  • หากใช้งานร่วมกับแอมป์หลอด จะได้รายละเอียดของ Dynamic และการตอบสนองที่ชัดเจนมากขึ้น แต่หากใช้กับแอมป์จำลองเสียงหรือ Multi-Effects ก็ยังปรับเสียงได้กว้างและใช้งานสะดวก
  • สำหรับการเล่นสด ผู้เล่นสามารถตั้งเสียงหลักไว้ไม่กี่แบบ เช่น Clean อุ่น เสียงแตกกลาง และเสียง Solo เพื่อให้สลับใช้งานได้ง่ายระหว่างเพลง


Epiphone Les Paul Standard 50s กับความคุ้มค่าที่จับต้องได้

     เมื่อมองจากวัสดุ โครงสร้าง ระบบไฟฟ้า และรายละเอียดด้าน Hardware กีต้าร์รุ่นนี้ถือว่าให้สเปกค่อนข้างครบสำหรับผู้ที่ต้องการกลิ่นอายแบบ Gibson ในงบประมาณที่เข้าถึงง่ายกว่า จุดเด่นของรุ่นนี้ไม่ได้อยู่แค่ชื่อทรงหรือรูปลักษณ์ แต่รวมถึงสัมผัสขณะเล่นและบุคลิกเสียงที่ชัดเจนด้วย


     ผู้เล่นมือใหม่จะได้เรียนรู้ลักษณะเสียงของ Humbucker แบบวินเทจจากเครื่องดนตรีที่ใช้งานไม่ยาก ขณะที่ผู้เล่นที่มีประสบการณ์แล้วก็สามารถนำไปใช้งานจริงได้ทั้งการซ้อม เล่นสด หรืออัดเสียง โดยไม่รู้สึกว่าเป็นกีต้าร์ที่มีดีเพียงภาพลักษณ์


     อีกจุดที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าคือการมีกระเป๋า Epiphone Premium Gig Bag มาให้ในชุด ช่วยให้พกพาและจัดเก็บได้สะดวกขึ้น ลดภาระในการซื้ออุปกรณ์พื้นฐานเพิ่มในช่วงเริ่มต้น


     หากกำลังมองหากีต้าร์ไฟฟ้าที่ให้ทั้งความสวยแบบคลาสสิก โทนเสียงหนาอุ่น และรายละเอียดการออกแบบที่อิงจากต้นแบบยุคเก่าอย่างจริงจัง รุ่นนี้ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะให้ทั้งอารมณ์ของกีต้าร์วินเทจและความพร้อมสำหรับการใช้งานในชีวิตจริง

มุมข้างกีต้าร์ทรงซิงเกิลคัต เห็นความหนาบอดี้ แนวคอ และตำแหน่งแจ็คเอาต์พุต

สนใจสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ได้ที่ Lazada และ Shopee ได้เลยที่นี่


🛒สั่งซื้อได้ที่นี่


รีวิวโดย gooddymusic

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น