สำหรับคนที่กำลังมองหากีต้าร์ Signature ที่ไม่ได้โดดเด่นเพียงเพราะชื่อศิลปิน แต่ให้ความสำคัญกับการใช้งานจริงทั้งเรื่องน้ำเสียง ความถนัดมือ และความหลากหลายของโทน กีต้าร์ไฟฟ้า Epiphone Matt Heafy Les Paul ถือเป็นรุ่นที่น่าจับตามอง เพราะออกแบบมาให้รองรับทั้งเสียงแตกหนักแบบ Metal เสียง Clean ที่คมชัด และการเล่นต่อเนื่องได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะใช้ในห้องซ้อม ห้องบันทึกเสียง หรือบนเวทีจริง
รีวิวนี้จะพาไปดูจุดเด่นของกีต้าร์รุ่นนี้แบบเข้าใจง่าย ตั้งแต่งานออกแบบ โครงสร้างไม้ ระบบปิ๊กอัพ วิธีควบคุมเสียง ไปจนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ส่งผลต่อความรู้สึกเวลาเล่นจริง เพื่อช่วยให้มือใหม่และคนที่กำลังเปรียบเทียบกีต้าร์มองภาพได้ชัดขึ้นก่อนตัดสินใจ
กีต้าร์ไฟฟ้า Epiphone Matt Heafy Les Paul กับแนวคิดการออกแบบเพื่อการใช้งานจริง
กีต้าร์รุ่นนี้ยังคงเสน่ห์ของทรง Les Paul Custom เอาไว้ครบ ทั้งความแน่นของลำตัว งานตกแต่งที่ดูหรู และภาพลักษณ์ที่สะดุดตาเมื่ออยู่บนเวที แต่สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้น่าสนใจกว่ากีต้าร์ Signature ทั่วไป คือการปรับรายละเอียดหลายจุดให้เหมาะกับการเล่นจริงมากขึ้น
จุดที่เห็นได้ชัดคือบริเวณส้นคอที่ออกแบบให้โค้งรับกับมือมากขึ้น ช่วยให้เอื้อมไปถึงเฟรตลึกได้สะดวกกว่า Les Paul แบบดั้งเดิม เวลาเล่น Solo หรือเล่นท่อนที่ต้องขึ้นไปยังโน้ตสูง มือจะไม่ติดช่วงต่อระหว่างคอกับลำตัวมากนัก นอกจากนี้ลำตัวยังมีการลดน้ำหนักภายใน จึงสะพายเล่นได้นานขึ้นโดยเมื่อยน้อยลง แต่ยังคงบุคลิกเสียงหนาและแน่นแบบกีต้าร์ทรงนี้เอาไว้
โครงสร้างไม้และวัสดุที่ส่งผลต่อเสียงอย่างไร
วัสดุของกีต้าร์มีผลต่อทั้งน้ำเสียง น้ำหนัก และความรู้สึกขณะเล่น รุ่นนี้เลือกใช้ไม้ที่เป็นคู่คลาสสิกของกีต้าร์สายร็อกและ Metal เพราะให้ทั้งพลังเสียงและความชัดของโน้ต
- ลำตัวทำจากไม้มะฮอกกานี ให้เสียงแน่น อุ่น และอุ้มโน้ตได้ดี เวลาเล่นคอร์ดหนา ๆ หรือ Riff หนัก ๆ เสียงจะฟังมีมวลและไม่บาง
- ด้านบนปิดทับด้วยไม้เมเปิล ซึ่งช่วยเพิ่มความคมและความชัด ทำให้เสียงไม่ทึบเกินไป โดยเฉพาะเวลาใช้เสียงแตกหรือเล่นโน้ตเดี่ยว
- ฟิงเกอร์บอร์ดเป็นไม้อีโบนี จุดเด่นคือผิวสัมผัสลื่นและตอบสนองไว เวลาเล่นเร็วจะรู้สึกคล่องมือ และช่วยให้เสียงของแต่ละโน้ตเด่นชัดขึ้น
- การจับคู่ระหว่างไม้มะฮอกกานีกับไม้เมเปิลเป็นสูตรที่หลายคนคุ้นเคยในกีต้าร์ทรง Les Paul เพราะให้ทั้งความอิ่มของเสียงและปลายเสียงที่ยังชัดเจน
ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย ไม้มะฮอกกานีช่วยให้เสียงหนาและอุ่น ส่วนไม้เมเปิลช่วยเติมความคมและความชัด เมื่อนำมารวมกันจึงได้เสียงที่เต็ม แต่ยังแยกโน้ตได้ดี
ระบบปิ๊กอัพ Fishman Fluence ที่ทำให้ กีต้าร์ไฟฟ้า Epiphone Matt Heafy Les Paul เล่นได้หลายแนว
จุดเด่นที่สุดของรุ่นนี้คือการใช้ปิ๊กอัพ Fishman Fluence ที่ออกแบบเสียงมาเฉพาะรุ่น ความต่างจากปิ๊กอัพทั่วไปคือไม่ได้มีเสียงหลักเพียงแบบเดียว แต่สามารถเปลี่ยนบุคลิกเสียงได้หลายโหมดจากชุดปิ๊กอัพเดิม
ปิ๊กอัพตำแหน่งคอเป็นแบบ Alnico ให้ลักษณะเสียงที่ใช้งานได้กว้าง ตั้งแต่เสียงแตกสมัยใหม่ที่คมและพุ่ง เสียง Clean ที่ใสสะอาด ไปจนถึงโหมด Single Coil ที่ให้ความโปร่งและปลายเสียงสว่างขึ้น ส่วนปิ๊กอัพตำแหน่ง Bridge เป็นแบบ Ceramic ซึ่งเด่นเรื่องความแรง ความกระชับ และการตอบสนองที่เหมาะกับ Riff หนัก ๆ หรือเสียงแตกที่ต้องการความชัดทุกเม็ด
ถ้าอยากดูรายละเอียดชุดปิ๊กอัพจากผู้ผลิตโดยตรง สามารถดูหน้า Fluence Matt Heafy Custom Series ได้เพิ่มเติม
ข้อดีของระบบนี้คือผู้เล่นไม่จำเป็นต้องมีกีต้าร์หลายตัวเพื่อใช้หลายโทนเสียง หากต้องการทั้งเสียง Metal เสียงร็อก หรือเสียง Clean ที่ใช้งานได้จริง รุ่นนี้สามารถรองรับได้ในตัวเดียว เพียงเข้าใจวิธีเลือกโหมดและปรับแอมป์ให้เหมาะสม
ถ้าคุณอยากดูอีกตัวอย่างของกีต้าร์ที่ใช้ปิ๊กอัพ Fishman Fluence สำหรับเสียงหนักและการจูนต่ำ ลองอ่านบทความ Ibanez RGD61 กีต้าร์ไฟฟ้า เพิ่มเติมได้
ระบบ Push/Pull คืออะไร และใช้งานอย่างไร
หลายคนอาจเห็นคำว่า Push/Pull แล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องซับซ้อน แต่จริง ๆ แล้วเข้าใจไม่ยาก เพราะมันคือปุ่ม Volume หรือ Tone ที่สามารถกดลงหรือดึงขึ้นเพื่อเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของปิ๊กอัพได้
- เมื่อใช้งานตามปกติ กีต้าร์จะให้เสียงหลักตามโหมดที่ตั้งไว้
- เมื่อดึงปุ่มขึ้น ระบบจะสลับไปยังอีกเสียงหนึ่ง เช่น เปลี่ยนจาก Humbucker เป็น Single Coil หรือเปลี่ยนบุคลิกของปิ๊กอัพให้คมขึ้นหรือหนาขึ้น
- ข้อดีคือไม่ต้องมีสวิตช์เพิ่มหลายตัว ทำให้หน้าตาของกีต้าร์ยังดูเรียบร้อยและใช้งานสะดวก
- สำหรับคนที่เล่นสด ระบบนี้ช่วยให้เปลี่ยนเสียงได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องหยุดเล่นนาน
ถ้าอธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ระบบนี้ก็เหมือนการซ่อนเสียงสำรองไว้ในปุ่มเดิม พอดึงขึ้นก็จะได้สีสันของเสียงอีกแบบทันที
ถ้าอยากเห็นอีกตัวอย่างของกีต้าร์ทรง Les Paul ที่ใช้ระบบ push/pull และเน้นความยืดหยุ่นของโทนเสียง ลองอ่านบทความ กีต้าร์ไฟฟ้า Epiphone Les Paul Modern Figured เพิ่มเติมได้
งานประกอบ ฮาร์ดแวร์ และรายละเอียดที่มีผลต่อการเล่น
นอกจากไม้และปิ๊กอัพแล้ว ฮาร์ดแวร์ก็เป็นอีกส่วนที่มีผลต่อความรู้สึกในการใช้งานจริง รุ่นนี้ให้ชิ้นส่วนมาค่อนข้างครบ และเหมาะกับคนที่ต้องการกีต้าร์พร้อมใช้งานอย่างจริงจัง
- สะพานสายแบบ LockTone Tune-O-Matic ช่วยให้การรับแรงสั่นของสายมั่นคง และช่วยให้การตั้งสายแม่นยำขึ้น
- Tailpiece แบบ LockTone Stop Bar ช่วยให้ชิ้นส่วนต่าง ๆ ยึดแน่น ลดการขยับเวลาเปลี่ยนสายหรือเคลื่อนย้าย
- ลูกบิด Grover Rotomatic แบบล็อกสาย ช่วยให้เปลี่ยนสายได้เร็ว และลดโอกาสที่สายจะคลายตัว
- ฮาร์ดแวร์สีทองช่วยให้ภาพรวมของกีต้าร์ดูเด่น และให้บรรยากาศแบบ Les Paul Custom ได้อย่างชัดเจน
สำหรับคนที่อยากดูข้อมูลลูกบิดแบบล็อกสายจากผู้ผลิตโดยตรง ลองดูหน้า ROTO-GRIP LOCKING ROTOMATICS ของ Grover เพิ่มเติมได้
รายละเอียดเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เวลาใช้งานจริงจะช่วยให้กีต้าร์นิ่งขึ้น ตั้งสายได้ง่ายขึ้น และดูแลง่ายขึ้น โดยเฉพาะสำหรับคนที่ซ้อมบ่อยหรือขึ้นเวทีเป็นประจำ
คอแบบ SpeedTaper D เหมาะกับการเล่นแบบไหน
คอทรง SpeedTaper D เป็นคอที่ออกแบบให้จับแล้วรู้สึกคล่องมือกว่าคอหนาแบบ Vintage จุดเด่นคือความกระชับและการรองรับเทคนิคที่ต้องใช้ความเร็ว
- จับคอร์ดได้สบาย เพราะคอไม่หนาจนเกินไป
- เล่น Riff เร็วหรือเล่น Picking ต่อเนื่องได้คล่องขึ้น
- เวลาเล่น Solo หรือเล่นโน้ตช่วงเฟรตสูง มือจะเคลื่อนตัวได้สะดวก
- เหมาะกับคนที่ชอบคอทรงสมัยใหม่มากกว่าคอหนาแบบดั้งเดิม
สำหรับมือใหม่ คอแบบนี้มักให้ความรู้สึกว่าเล่นง่ายกว่า เพราะไม่ต้องออกแรงประคองมือมาก และช่วยลดความล้าระหว่างซ้อมได้พอสมควร
รายละเอียดฟิงเกอร์บอร์ด เฟรต และ Nut ที่ผู้เล่นควรรู้
ชิ้นส่วนเล็ก ๆ บนคอกีต้าร์มีผลต่อความลื่นมือและความนิ่งของสายมากกว่าที่หลายคนคิด รุ่นนี้ให้รายละเอียดมาค่อนข้างดี และส่งผลต่อการเล่นจริงอย่างชัดเจน
- ฟิงเกอร์บอร์ดไม้อีโบนีให้ผิวสัมผัสแน่นและลื่น เวลาขยับนิ้วเร็ว ๆ จะรู้สึกคล่องกว่าฟิงเกอร์บอร์ดที่มีผิวสัมผัสนุ่มกว่า
- Radius 12 นิ้ว เป็นค่าที่ค่อนข้างกลาง จับคอร์ดก็ง่าย ดันสายก็ลื่น จึงเหมาะกับคนที่เล่นหลายสไตล์
- เฟรตแบบ Medium Jumbo ทำให้กดโน้ตได้ง่ายพอสมควร และช่วยให้ทั้งการสั่นสายและการดันสายทำได้สะดวก
- Graph Tech Nut ช่วยลดการฝืดของสายบริเวณจุดผ่าน Nut จึงมีส่วนช่วยให้สายคงที่มากขึ้นหลังการดันสายหรือเล่นแรง ๆ
- Inlay แบบบล็อกช่วยให้มองตำแหน่งเฟรตได้ง่าย โดยเฉพาะเวลาเล่นในที่แสงน้อยหรือบนเวที
ถ้าอยากดูข้อมูลวัสดุของนัทจากผู้ผลิตโดยตรง สามารถดูหน้า Graph Tech TUSQ Nuts เพิ่มเติมได้
ถ้ามองในมุมของผู้เล่นทั่วไป รายละเอียดเหล่านี้คือสิ่งที่ช่วยให้กีต้าร์เล่นง่ายขึ้นและดูแลง่ายขึ้น ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว
กีต้าร์ไฟฟ้า Epiphone Matt Heafy Les Paul เหมาะกับใคร และใช้งานแบบไหนได้บ้าง
แม้ภาพลักษณ์ของรุ่นนี้จะชัดเจนว่าเอนเอียงไปทาง Metal แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่แนวนั้น เพราะระบบปิ๊กอัพและรูปแบบการควบคุมเสียงช่วยให้ใช้งานได้กว้างกว่าที่หลายคนคิด
- เหมาะกับคนที่เล่น Metal ฮาร์ดร็อก หรือดนตรีที่ต้องการเสียงแตกชัดและแน่น
- เหมาะกับผู้เล่นที่ต้องการกีต้าร์ตัวเดียว แต่ใช้งานได้หลายโทนเสียง
- เหมาะกับคนที่ชอบทรง Les Paul แต่ต้องการความคล่องตัวมากขึ้น
- เหมาะกับคนที่ให้ความสำคัญกับงานประกอบ ฮาร์ดแวร์ และภาพลักษณ์บนเวที
ในห้องซ้อม กีต้าร์ตัวนี้มีข้อได้เปรียบเรื่องการปรับเสียงได้หลายแบบโดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องมือ ส่วนในห้องบันทึกเสียง ความหลากหลายของปิ๊กอัพช่วยให้บันทึกเสียงได้หลายอารมณ์มากขึ้น และบนเวทีก็มีทั้งรูปลักษณ์และความนิ่งในการใช้งานที่ตอบโจทย์
แนวทางจับคู่แอมป์และการตั้งค่าให้ได้เสียงเต็มศักยภาพ
ต่อให้กีต้าร์ดีแค่ไหน ถ้าจับคู่กับแอมป์หรือการตั้งค่าไม่เหมาะ เสียงที่ออกมาก็อาจยังไม่เต็มศักยภาพ รุ่นนี้มีจุดแข็งเรื่องความยืดหยุ่น จึงควรใช้ประโยชน์จากจุดนี้ให้เต็มที่
- ถ้าต้องการเสียง Riff หนักและแน่น ควรใช้กับแอมป์ที่ให้เสียงแตกชัดและควบคุมเสียงต่ำได้ดี
- ถ้าต้องการเสียง Clean ใสหรือเสียงแตกอ่อน โหมด Single Coil จะทำงานได้ดีเมื่อใช้กับแอมป์ที่ให้เสียงคลีนกว้างและไม่อัดแน่นเกินไป
- ชุดสาย .010-.046 ที่ติดมาจากโรงงานเป็นขนาดมาตรฐาน เล่นง่ายและเหมาะกับคนส่วนใหญ่
- การตั้งระยะสายให้พอดีจะช่วยให้เล่นเร็วขึ้นโดยไม่เสียความชัดของโน้ต
- ถ้าต้องขึ้นเวทีบ่อย ควรฝึกสลับโหมด Push/Pull ให้คุ้นมือ เพื่อเปลี่ยนบุคลิกเสียงได้ทันตามจังหวะของเพลง
สำหรับมือใหม่ การเริ่มจากการตั้งค่าพื้นฐานแบบเรียบง่ายก่อน จะช่วยให้เข้าใจนิสัยของกีต้าร์ตัวนี้ได้เร็วขึ้น แล้วค่อยขยับไปปรับเสียงให้ละเอียดตามแนวที่ตัวเองชอบ
กีต้าร์ไฟฟ้า Epiphone Matt Heafy Les Paul กับความคุ้มค่าในระยะยาว
เมื่อดูภาพรวมทั้งหมด รุ่นนี้ไม่ใช่กีต้าร์ที่เด่นแค่หน้าตาหรือชื่อศิลปิน แต่เป็นเครื่องดนตรีที่ออกแบบมาค่อนข้างครบสำหรับคนที่นำไปใช้งานจริง ทั้งเรื่องโทนเสียง วัสดุ ความสบายมือ และความพร้อมในการใช้งานทันทีตั้งแต่แกะเคส
จุดที่ทำให้มันดูคุ้มค่าในระยะยาว คือการให้ของมาค่อนข้างครบตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นปิ๊กอัพ Fishman Fluence ฮาร์ดแวร์ที่ใช้งานจริงได้ดี ลูกบิดล็อกสาย ฟิงเกอร์บอร์ดไม้อีโบนี และเคสแข็งที่ช่วยปกป้องกีต้าร์เวลาเดินทาง สิ่งเหล่านี้ช่วยลดภาระในการอัปเกรดเพิ่มหลังซื้อได้พอสมควร
หากมองจากมุมของผู้เล่นที่ต้องการกีต้าร์หนึ่งตัวซึ่งครอบคลุมทั้งการซ้อม การอัดเสียง และการเล่นสด รุ่นนี้ถือว่าให้ความครบเครื่องในระดับที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชอบเสียงแน่น คม และต้องการลูกเล่นของปิ๊กอัพหลายโหมดในเครื่องเดียว
ถ้าคุณกำลังเปรียบเทียบกีต้าร์ทรง Les Paul ที่ให้ฟีเจอร์สมัยใหม่และระบบควบคุมเสียงยืดหยุ่นคล้ายกัน ลองอ่านบทความ Gibson Les Paul Modern กีต้าร์ไฟฟ้า เพิ่มเติมได้
ท้ายที่สุด ความคุ้มค่าของกีต้าร์ไม่ได้วัดกันแค่ราคาหรือสเปกบนกระดาษ แต่ต้องดูด้วยว่าเมื่อหยิบขึ้นมาเล่นแล้ว มันตอบมือ ตอบหู และตอบการใช้งานของเราจริงหรือไม่ จากรายละเอียดทั้งหมดที่มี รุ่นนี้จึงเป็นตัวเลือกที่น่ามองมากสำหรับคนที่ชอบกีต้าร์สายสมัยใหม่ในทรงคลาสสิก
คลิป YouTube
เครดิต : Peach Guitars
สนใจสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ได้ที่ Lazada และ Shopee ได้เลยที่นี่
🛒สั่งซื้อได้ที่นี่
ใส่รูปเพิ่มเติม








ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น